Beyond Management School
บริหารนอกตำรา

www.suan84.com

Monday, 31 August 2009

เรื่อง 4 เรื่องที่ผู้บริหารต้องคิดใหม่เกี่ยวกับระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน


ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

ปัจจุบันหรือพูดให้ถูกต้องกว่านี้คือตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้บริหารแทบทุกองค์กรประสบปัญหาเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน บ้างเป็นเพราะตัวระบบประเมินผลที่นำมาใช้ บ้างเป็นเพราะทักษะและความเข้าใจของผู้ประเมินและผู้ได้รับการประเมิน บ้างก็มาจากทั้งสองสาเหตุ ผลที่ตามมาคือผู้บริหารและพนักงานมีความเห็นต่อระบบและการประเมินผลในองค์กรของตนเองว่าไม่สู้มีประสิทธิภาพอย่างที่อยากให้เป็น แต่กระนั้นก็ยังไม่รู้จะทำอย่างไรดี นอกจากจ้างที่ปรึกษาจากภายนอกเข้ามาช่วยปรับปรุงแก้ไข ซึ่งก็ได้ผลอย่างที่คาดหวังไว้บ้าง ไม่ได้ผลบ้าง คละเคล้ากันไป


ข้อเขียนนี้มุ่งหวังเสนอหลักคิดพื้นฐานที่ถูกต้องเกี่ยวกับการออกแบบและการใช้ระบบประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อให้ผู้บริหารตั้งหลักให้ดี ก่อนเริ่มต้นทำอะไรกับระบบประเมินผลการปฏิบัติงานของตน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้บริหารที่คุ้นชินกับระบบประเมินผลการปฏิบัติงานแบบเดิมๆ จำเป็นต้องเริ่มคิดใหม่และมีความเข้าใจใหม่ให้ถูกต้องเกี่ยวกับระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบและปรับปรุงระบบประเมินผลในองค์กรของตนต่อไป ซึ่งเรื่องที่ผู้บริหารต้องคิดและทำความเข้าใจมีอย่างน้อย 4 เรื่องดังต่อไปนี้

    เรื่องที่1: การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นการประเมินผลงานมากกว่าพฤติกรรมการทำงาน

    เรื่องนี้เป็นความจริงง่ายๆ ที่องค์กรส่วนใหญ่มักมองข้ามคล้ายเส้นผมบังภูเขา ระบบประเมินผลการปฏิบัติงานส่วนใหญ่ในเมืองไทย กระทั่งในประเทศที่เจริญแล้วและที่เป็นเจ้าของทฤษฎีการบริหารอีกมากมายมักเน้นที่การประเมิน “พฤติกรรมการทำงาน” หรือ “พฤติกรรมที่ได้ทำ” มากกว่า “ผลงานที่ทำได้” ด้วยเหตุนี้ระบบประเมินผลดังกล่าวจึงสาละวนอยู่กับการประเมินลีลาท่าทางของผู้ปฏิบัติงานมากกว่าจะประเมินผลงานที่พวกเขาทำออกมา เช่น ไปขลุกอยู่กับการประเมินความประพฤติและการรักษาระเบียบวินัย, มารยาทและการให้ความเคารพผู้บังคับบัญชา, การตรงต่อเวลาและความขยันขันแข็ง, ความซื่อสัตย์และคุณธรรม, มนุษยสัมพันธ์และการให้ความร่วมมือ, ความรู้ในงานและความสามารถในการเรียนรู้งาน, วิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ เป็นต้น มากกว่าที่จะมุ่งไปประเมินผลงานที่ทำออกมาว่าได้ตรงตามที่องค์กรต้องการหรือไม่ มีคุณภาพของงานและปริมาณงานมากน้อยเพียงไร แบบประเมินผลในหลายองค์กรที่พบจึงมักเน้นการประเมินพฤติกรรม “ที่ได้ทำ” เสีย 70-80% ในขณะที่ประเมินผลงาน “ที่ทำได้” เพียง 20-30% จริงอยู่ การประเมินผลการปฏิบัติงานนั้นไม่อาจประเมินเพียงผลงานอย่างเดียว หากต้องประเมินพฤติกรรมของผู้ทำงานด้วย แต่กระนั้นเมื่อพิจารณาว่าองค์กรของเราไม่ใช่วัดหรือสถานที่บำเพ็ญภาวนา ผู้บริหารจึงควรต้องตั้งหลักให้ได้ก่อนว่า สิ่งที่องค์กรต้องการจากพนักงานนั้น อันดับแรกคือผลการทำงาน ส่วนวิธีการหรือพฤติกรรมการทำงานนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญตามมา ถ้าต้องเลือกระหว่างคนเกเรที่ทำงานสำเร็จกับคนที่มีความประพฤติดีแต่ไม่มีผลงาน ผู้บริหารต้องเลือกคนแรก เพราะองค์กรจ้างคนมาเพื่อทำงานมิใช่เพื่อเรื่องอื่น ดังนั้นระบบประเมินผลการปฏิบัติงานจึงต้องให้น้ำหนักอย่างมากที่สุดไปที่ผลงานมิใช่พฤติกรรมการทำงาน

    เรื่องที่2: การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นการประเมินผลโดยเทียบเคียงกับเป้าหมายที่กำหนดและตกลงกันไว้

    ระบบประเมินผลที่ใช้อยู่ทั่วไป มักไม่มีการกำหนดเป้าหมายที่จะต้องบรรลุให้พนักงานทราบ เนื่องจากองค์กรไม่เคยตั้งวัตถุประสงค์ (Objectives) หรือเป้าหมาย (Goals) ให้พนักงานปฏิบัติ การทำงานจึงดำเนินไปโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เวลาประเมินผลการทำงาน ผู้บริหารก็จะใช้จินตนาการและความรู้สึกของตนมาประเมินผลงานของพนักงาน ซึ่งไม่เป็นธรรมสำหรับพนักงาน ระบบประเมินผลที่มีประสิทธิภาพจึงต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุไว้โดยแจ่มชัดและสื่อสารให้พนักงานรับทราบและยอมรับร่วมกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องมีการกำหนดเกณฑ์การวัดผลไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน มิใช่วัดอย่างนามธรรมตามความรู้สึกของผู้ประเมินผล และเนื่องจากการประเมินผลมีการประเมินทั้งส่วนที่เป็นผลงาน (Results) และส่วนที่เป็นพฤติกรรม (Behaviours) ดังนั้น ระบบประเมินผลที่ดีจึงต้องกำหนดตัวชี้วัดผลสำเร็จของงาน (KPI) และตัวชี้วัดพฤติกรรม (BI) ไว้เป็นบรรทัดฐานในการประเมิน มิใช่ให้ผู้ประเมินใช้ดุลพินิจของตนมาประเมิน

    เรื่องที่ 3: การประเมินผลการปฏิบัติงานไม่มีประเด็นเกี่ยวกับยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม

    มีความกังวลเกิดขึ้นอย่างมากในหมู่ผู้ประเมินผลและผู้ได้รับการประเมินเกี่ยวกับประเด็นที่ว่าจะทำอย่างไรให้พนักงานได้รับความยุติธรรมเท่าๆ กัน ถ้าวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนดให้พนักงาน ก. ยากกว่าของพนักงาน ข. พนักงาน ก. ก็จะเสียเปรียบ เช่นนี้แล้วจะยุติธรรมสำหรับพนักงาน ก. หรือ? คำพูดและคำถามเหล่านี้ ล้วนเกิดจากความเข้าใจผิดต่อระบบประเมินผล เพราะการประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นการประเมินผลการทำงานของผู้ดำรงตำแหน่งงานเทียบกับความต้องการบรรลุงานของตำแหน่งงานนั้นๆ ไม่ใช่เป็นการเอาผลงานของพนักงาน ก. ไปเทียบกับผลงานของพนักงาน ข. นอกจากนี้ตำแหน่งงานที่สูงกว่าหรือที่ได้ผลตอบแทนการทำงานมากกว่า โดยทั่วไปย่อมมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ยากกว่าเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ระบบประเมินผลการปฏิบัติงานจึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปกังวลเกี่ยวกับความยากง่ายของงานที่มอบหมายให้พนักงานทำว่าจะต้องมีความยากง่ายเท่ากัน จึงจะถือว่ายุติธรรม

    เรื่องที่ 4: การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นไปเพื่อการพัฒนามากกว่าการให้รางวัล

    ความเข้าใจของผู้บริหารและพนักงานส่วนใหญ่ที่สุดแล้วมักเข้าใจว่า การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นกิจกรรมที่ทำปีละครั้งหรือสองครั้งเพื่อนำผลการประเมินมาเป็นเกณฑ์ในการขึ้นเงินเดือนหรือให้โบนัส นี่คือความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก และนำมาซึ่งความกังวลในเรื่องยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมดังกล่าวข้างต้น การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) เป็นเนื้อหาและขั้นตอนที่ 4 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอนของระบบบริหารการปฏิบัติงาน (Performance Management System) ซึ่งเริ่มจากการกำหนดและสื่อสารวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะให้บรรลุ (Setting & Communicating Objectives) การให้ความเห็นต่อการปฏิบัติงาน (Giving feedback) การสอนงานและให้คำปรึกษา (Coaching & Counseling) การตรวจสอบและประเมินผล (Review & Appraisal) สุดท้ายคือการพัฒนาอาชีพการงาน (Career Development) การประเมินผลการปฏิบัติงานจึงเป็นขั้นตอนระหว่างทางและเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งของการบริหารการปฏิบัติงาน เพื่อให้ทราบว่าผู้ได้รับการประเมินได้ใช้ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) ทัศนคติ (Attitude) ค่านิยม (Values) ฯลฯ หรือที่เรียกรวมว่าได้ใช้ “ขีดความสามารถ” (Competency หรือที่บางแห่งเรียกว่า “สมรรถนะ”) เพียงพอที่การบรรลุงานนั้นต้องการหรือไม่ รวมทั้งให้ทราบว่า การปฏิบัติงานนั้นได้รับผลสำเร็จเพียงไร มีอะไรบ้างที่บรรลุและอะไรบ้างที่ยังไม่บรรลุ จากนี้จึงจะทราบว่าผู้ได้รับการประเมินมีข้อดีเด่นอะไร และมีช่องว่าง (Gap) ที่จะต้องพัฒนาเกี่ยวกับขีดความสามารถและผลงานอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางนำไปพัฒนาบุคลากรให้มีขีดความสามารถ และสามารถบรรลุผลงานที่ดีในระดับที่องค์กรคาดหวังหรือสูงกว่าที่องค์กรคาดหวังได้ เพราะหากบุคลากรแต่ละคนมีขีดความสามารถและบรรลุเป้าหมายการงานที่กำหนดไว้ ผลสำเร็จขององค์กรและการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรย่อมปรากฏตามมาอย่างแน่นอน ส่วนการนำการประเมินผลการปฏิบัติงานไปเชื่อมโยงกับการปรับเงินเดือนประจำปีและการจ่ายเงินโบนัสประจำปีนั้น เป็นเพียงผลพลอยได้มากกว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน ซึ่งความจริงแล้ว การปรับเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสยังต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ มาพิจารณาประกอบอีก นอกเหนือจากผลการประเมินผลการปฏิบัติงาน

เมื่อการประเมินผลการปฏิบัติงานมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาขีดความสามารถและผลงานของผู้ได้รับการประเมิน อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจขององค์กร ระบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพจึงหนีไม่พ้นเนื้อหาหรือปัจจัยที่ต้องประเมิน 2 ประการ คือ

  1. ผลงานที่เกื้อหนุนให้กับการบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายทางธุรกิจขององค์กร และ

  2. ขีดความสามารถที่ใช้ไปเพื่อให้เกิดผลงานนั้น ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงพฤติกรรมหรือทัศนคติทั่วๆ ไปที่อาจไม่เกี่ยวพันมากนักกับงานของผู้ได้รับการประเมิน


และระบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่ดี ก็ควรเป็นระบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่ใช้ผลงานกับพฤติกรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วัตถุประสงค์ (Objectives) กับ ความสามารถเชิงพฤติกรรม (Competency) เป็นฐานการประเมิน โดยให้น้ำหนักการประเมินไปที่ปัจจัยวัตถุประสงค์เป็นสำคัญ

30 สิงหาคม 2552
(เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ suan84.com
และในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนกรกฎาคม 2552)





Tuesday, 2 June 2009

ชนแล้วเรียกประกัน... แค่นั้นหรือ?

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com


ข้าพเจ้ามีความหลังอันเจ็บปวดจากพฤติกรรมการขับขี่รถที่ขาดความรับผิดชอบของผู้ร่วมใช้ถนนในเมืองไทยเป็นอย่างมาก

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 ภรรยานั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์รับจ้างเพียงเพื่อให้พาข้ามฟากถนนไปส่งยังบ้านซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ถูกรถเก๋งคันหนึ่งพุ่งเข้าชนท้ายรถจักรยานยนต์จนกระเด็นตกจากรถและเสียชีวิตทันที คนขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นเยาวชนและไม่มีใบขับขี่ คนขับรถเก๋งที่มาชนเป็นผู้ใหญ่ รถไม่มีประกันภาคสมัครใจ ทั้งคู่ยอมรับผิดหลังจากที่พยายามโยนความผิดให้กันและกันอยู่เป็นเวลานาน ศาลคดีเด็กและเยาวชนพิพากษาให้รอลงอาญาเด็กขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง 2 ปี และให้คุมประพฤติไว้ตลอดระยะเวลาที่รอลงอาญา ส่วนศาลจังหวัดพิพากษารอลงอาญาผู้ใหญ่ที่ขับรถเก๋ง 2 ปี เช่นกัน แต่ไม่มีคำสั่งอย่างอื่นเพิ่มเติม

ศาลได้กรุณาถามข้าพเจ้าในฐานะผู้เสียหายว่ามีความเห็นอย่างไร ศาลอนุญาตให้แสดงความเห็นได้ เพราะศาลเป็นประชาธิปไตยพอ ข้าพเจ้าตอบว่า

“ด้วยความเคารพในคำพิพากษา เมื่อศาลอนุญาตให้แสดงความคิดเห็น ข้าพเจ้าก็ขอแสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาล”

ข้าพเจ้าอธิบายว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนศาลคดีเด็กและเยาวชนพิพากษารอการลงอาญาและคุมประพฤติจำเลยที่เป็นเยาวชนไว้ 2 ปี แต่วันนี้ในคดีความผิดที่ร่วมกันกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลกลับพิพากษาจำเลยซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วเพียงรอการลงอาญา 2 ปี ทั้งที่จำเลยเป็นผู้ใหญ่น่าจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าเด็ก ข้าพเจ้าพูดต่ออีกว่า ในฐานะของจำเลยที่ขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเช่นนี้ จำเลยย่อมต้องมีความรับผิดชอบสองสถาน หนึ่งคือรับผิดชอบต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และสองคือรับผิดชอบต่อสังคม ในความรับผิดชอบส่วนที่หนึ่งนั้น ข้าพเจ้าและญาติพี่น้องของภรรยาที่เสียชีวิตไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งและอโหสิกรรมให้จำเลยทั้งสอง แต่ในความรับผิดชอบต่อสังคม ข้าพเจ้าได้เรียกร้องต่อศาลก่อนจะมีคำพิพากษาแล้วว่าต้องการให้จำเลยบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม จะไปสอนหนังสือเด็ก ช่วยเหลือผู้พิการ หรือไปช่วยพระสงฆ์กวาดลานวัดที่ไหนก็ได้ และให้จำเลยไปอบรมหลักสูตร “Defensive Driving” (การขับรถอย่างปลอดภัย) ที่วิทยากรจากบริษัทเชลล์ (แห่งประเทศไทย) เป็นผู้จัด เพื่อที่จำเลยจะได้เรียนรู้ทักษะการขับรถที่ปลอดภัยและมีพฤติกรรมการขับรถที่ไม่ประมาท ไม่กลับมาสร้างความเดือดร้อนให้สังคมอีก แต่จำเลยปฏิเสธอ้างว่าไม่สะดวกที่จะไปเรียนขับรถและไม่ใช่ผู้ร้ายที่ต้องไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ข้าพเจ้าจึงผิดหวังที่จำเลยขับรถชนคนตาย แต่ไม่คิดจะทำอะไรเพื่อเป็นการไถ่บาป และยิ่งผิดหวังที่ศาลไม่สั่งให้จำเลยทำในสิ่งที่ข้าพเจ้าร้องขอ ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคำพิพากษาของศาลคดีเด็กและเยาวชนแล้ว ยิ่งทำให้สงสัยว่าทำไมศาลจึงใช้บรรทัดฐานที่ต่างกันในคดีเหมือนๆ กัน

ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคงจะไม่มีใครกี่คนนักที่ได้รับโอกาสจากศาลให้แสดงความคิดเห็นต่อคำพิพากษา ซึ่งนับว่าผู้พิพากษาท่านนี้มีจิตใจประชาธิปไตยที่ควรยกย่อง แม้คำพูดของข้าพเจ้าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ แต่สิ่งที่น่ายินดีคือ หลังจาก พ.ศ.2545 เป็นต้นมา ไม่ต้องเป็นคดีขับรถชนคนตาย แม้เพียงคดีเมาแล้วขับ ศาลก็สั่งให้จำเลยไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมแทบทุกคดี นี่คือความหลังอันเจ็บปวดที่สุดครั้งแรกจากการขับรถอย่างไม่รับผิดชอบของคนในสังคม

จากนั้นไม่กี่เดือน ขณะขับรถไปทำบุญตักบาตรให้ภรรยาที่วัดใกล้บ้าน
รถข้าพเจ้าถูกรถ เอส.ยู.วี. คันหนึ่งเบียดกระจกมองข้างขวาได้รับความเสียหาย คนขับรถเอส.ยู.วี. ไม่ยอมหยุดรถลงมาเจรจา บังเอิญมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้กรุณาช่วยขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามให้หยุด คนขับรถซึ่งแต่งตัวดี ท่าทางเป็นผู้มีการศึกษาสูงปฏิเสธว่าเขาไม่ได้เบียดรถข้าพเจ้า เขาคิดว่าข้าพเจ้าเบียดเขามากกว่า ในที่สุดเมื่อเขาไม่ยอมรับ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็บอกว่าต้องไปโรงพักแล้วส่งรถไปพิสูจน์ร่องรอยสีว่าใครชนใครซึ่งต้องใช้เวลาอีกนับเป็นสัปดาห์กว่าจะรู้ผล สุดท้ายเจ้าหน้าที่ท่านนั้น ก็พูดกับข้าพเจ้าอย่างเห็นอกเห็นใจ (เพราะทราบดีว่าคงไม่มีใครที่ขับรถชนคนอื่นแล้วร้องเรียกให้เจ้าหน้าที่ช่วยตามไล่รถที่ถูกชนมาเจรจา) ว่า

“ไหนๆ พี่ก็ตั้งใจจะไปทำบุญแล้ว คิดเสียว่าทำทานต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน”

ปลายปี 2550 ขณะจอดรถบนลานดินนอกผิวจราจรในเขตอำเภอไทรโยค กาญจนบุรี ปิคอัพคันหนึ่งได้วิ่งตกถนนมาชนรถข้าพเจ้าอย่างแรงแล้ววิ่งต่อไปคว่ำในพงไม้ข้างทาง ในรถข้าพเจ้ามีเด็กเล็กๆ นั่งอยู่ 3 คน โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ คนขับรถปิคอัพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายเล็กที่เมาแทบครองสติไม่ได้ รถไม่มีประกัน ทั้งตัวเองก็ไม่มีปัญญารับผิดชอบค่าเสียหายแม้แต่บาทเดียว ถูกเปรียบเทียบปรับและรอการลงอาญา แต่ข้าพเจ้าต้องออกเงินซ่อมรถตัวเองกว่าสองแสนบาท

ปลายเดือนเมษายนปีนี้ ข้าพเจ้าก็เพิ่งถูกรถ เอส.ยู.วี. เบียดแถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่อีก กระจกมองข้างซ้ายแตก คนขับรถเอส.ยู.วี.แต่งตัวดี ท่าทางมีการศึกษาเหมือนกรณีเอส.ยู.วี.คันก่อน แต่แย่กว่าตรงที่พอชนแล้วแทนที่จะยอมรับกลับมาต่อว่าข้าพเจ้าว่าทำไมขับรถแบบนี้ ทั้งที่รถตนเองวิ่งแซงขึ้นมาและ คล่อมเลน (Lane) เข้ามาเบียดรถข้าพเจ้าที่ขับอยู่ในเลน ข้าพเจ้าพยายามชี้หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ารถเขาวิ่งคล่อมเลนเบียดเข้ามาชนรถข้าพเจ้า เขาก็ไม่ยอมรับ ผลที่สุดต้องไปตัดสินที่โรงพัก ร้อยเวรที่มารับเรื่องพอเห็นภาพถ่ายสีสเปรย์ที่ฉีดตำแหน่งรถที่ชนกันบนพื้นถนนก็ตัดสินทันทีว่าสิทธิในการใช้เส้นทางเป็นของข้าพเจ้า รถเอส.ยู.วี.นั้นมาขอร่วมใช้ทางจะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ กรณีนี้ตอกย้ำให้ข้าพเจ้าเริ่มปักใจว่า คนขับรถแพงๆ แต่งตัวดี ท่าทางมีการศึกษาใช่ว่าจะมีเหตุผลหรือมีหิริโอตตัปปะสมกับภาพภายนอกเสมอไปไม่

จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เล่ามา ไม่นับการถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนที่กระจกมองข้างซ้ายขวาหรือที่กันชนหน้าหลังขณะรถติดแล้วคนชนก็หนีไป ซึ่งท่านผู้อ่านก็คงประสบกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ประกอบกับพฤติกรรมการขับรถในบ้านเราที่นับวันเลวร้ายลง -ใช้ความเร็วปกติมากขึ้น, ขับจี้รถคันหน้ามากขึ้น, เปลี่ยนช่องทางจราจรอย่างไร้วินัยและไร้มารยาทมากขึ้น, แล้งน้ำใจและไม่รู้จักการรอคอย- ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ทำให้คิดว่าเหตุใดบ้านเมืองเราจึงปล่อยให้พฤติกรรมบนท้องถนนเช่นนี้เกิดขึ้นเหมือนเป็นเรื่องปกติ ที่คนดีๆ จำต้องทนยอมรับกับหายนภัยกันเอง

ข้อเขียนนี้มีจุดประสงค์ที่ต้องการให้สังคมหันมาสนใจหาทางยุติภัยบนท้องถนนอันเกิดจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยอย่างจริงจัง โดยขอเสนอแนวคิดเบื้องต้นโดยสังเขปไว้ 3-4 ข้อดังต่อไปนี้

    1. การบังคับใช้กฎหมายของตำรวจจราจร พฤติกรรมการขับขี่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การใช้ความเร็วเกินกำหนด, การขับรถจี้คันหน้าจนแทบจะชนกัน, การเปลี่ยนช่องทางจราจรไปมาอย่างน่าหวาดเสียว ฯลฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องจับโดยไม่ต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ทุกวันนี้เห็นมีเพียงการตั้งด่านตรวจจับความเร็วเป็นบางจุดกับการตั้งกล้องตรวจจับรถฝ่าไฟแดง แต่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ กลับไม่เคยมีการบังคับใช้กฎหมาย พฤติกรรมการขับขี่รถที่เหมือนแมลงหวี่บินว่อนไปทั้งถนน ขาดวินัยการจราจร จึงปรากฏให้เห็นตลอดทั้งวัน

    2. การออกกฎหมายเกี่ยวกับการจราจร นอกจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยบางพฤติกรรมที่ควรบัญญัติเพิ่มเข้าไปในกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแล้ว โทษจากการฝ่าฝืนควรจะต้องหนักกว่าที่เป็นอยู่ การที่โทษเบามิหนำยังมีเหตุบรรเทาโทษอีกมากมายอย่างที่คุณประยูร จรรยาวงษ์ นักเขียนการ์ตูนผู้ยิ่งใหญ่ที่จากไปแล้วเคยเขียนการ์ตูนเสียดสีว่า “กฎหมายชราภาพ สารภาพลดครึ่งราคา” นั้น ยิ่งทำให้ผู้ขับขี่ไม่เกรงกลัว ทุกวันนี้ขับรถชนคนตาย ถ้ามีเงินหน่อยก็ไม่ต้องกลัวอะไร ถ้าไม่มีเงิน ยิ่งไม่ต้องกลัวใหญ่เพราะไม่มีอะไรจะให้

    3. การออกใบอนุญาตขับขี่รถ ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกเป็นผู้รับผิดชอบในการออกใบขับขี่ กระบวนการให้ได้มาซึ่งใบขับขี่นั้นน่าจะต้องปฏิวัติใหม่ให้มีคุณภาพจริงๆ โดยเฉพาะใบขับขี่รถสาธารณะที่ควรต้องเข้มงวดยิ่งกว่ารถส่วนบุคคล แต่ทุกวันนี้ผู้ขับขี่รถสาธารณะกลับมีพฤติกรรมการขับขี่โดยภาพรวมแย่กว่าผู้ขับขี่รถส่วนบุคคล ร้ายยิ่งไปกว่านั้นรถปิคอัพที่บรรทุกแก๊สก็ขับโดยคนที่มีใบอนุญาตขับรถธรรมดา รถสองแถวที่รับผู้โดยสารคนขับจำนวนหนึ่งถือใบสั่งแทนใบขับขี่!

    4. การให้บริษัทประกันรับผิดชอบ ทุกวันนี้คนขับรถที่มีประกัน ถือคติว่า “ชนแล้วเรียกประกันเป็นอันจบ” ทำให้ความระมัดระวังในการขับขี่ยิ่งน้อยลง สังคมเราถึงเวลาแล้วที่จะถามตัวเองว่า “ชนแล้วเรียกประกัน...แค่นั้นหรือ?” ความเสียหายอื่นอันเกิดจากการถูกรถของบุคคลอื่นมาเฉี่ยวชน เช่น การสูญเสียเวลาทำงานหรือทำธุรกิจ, การผิดนัดหมายที่กระทบถึงโอกาสและผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือผลประโยชน์อื่นใดอันมีสาเหตุมาจากการที่ถูกรถของผู้อื่นมาเฉี่ยวชน กระทั่งการที่ไม่สามารถใช้รถตามปกติในระหว่างนำรถเข้าอู่ซ่อม ต้องไปหยิบยืมรถผู้อื่นหรือเสียเงินเช่ารถมาใช้นั้น ผู้ที่ขับรถชนรถของผู้อื่นไม่ต้องรับผิดชอบกระนั้นหรือ ให้ประกันรับผิดชอบค่าซ่อมก็จบหรือ? ข้าพเจ้าเชื่อว่า ถ้าสังคมเปลี่ยนค่านิยมใหม่ เรียกร้องให้ผู้ขับขี่รถที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่นอกเหนือจากการซ่อมรถที่บริษัทประกันรับหน้าเสื่อไปทำให้แล้ว พฤติกรรมการขับขี่รถบนถนนบ้านเราจะดีกว่านี้มาก



ข้าพเจ้าฝันว่าวันหนึ่งจะมีองค์กรที่ออกมารณรงค์
ให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่รถในเมืองไทย
เช่นเดียวกับการรณรงค์เรื่อง “เมาไม่ขับ”


31 พฤษภาคม 2552
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนเมษายน 2552)







video










Thursday, 30 April 2009

พฤติกรรมถลำลึกของฝ่ายต่างๆ ในเหตุการณ์เสื้อเหลือง-เสื้อแดง

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com




การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับกลุ่มคนเสื้อแดง นอกจากจะมีเรื่องราวจำนวนมากที่ชวนให้คิดและยังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องใครคือต้นตอของความแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบันระหว่างอิทธิพลของระบอบทักษิณกับอิทธิพลของระบอบอำมาตยาธิปไตยแล้ว ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของคนทั้งสองกลุ่มซึ่งถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ภาคประชาชนรูปการหนึ่ง ยังปรากฏให้เห็นพฤติกรรมการแสดงออกที่ถลำลึกของตัวละครฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ซึ่งยังผลเร่งให้สถานการณ์จมดิ่งลงสู่ภาวะที่ยากต่อการแก้ไขเยียวยามากยิ่งขึ้น กล่าวคือ


    1. การถลำลึกลงสู่กระแสไม่ใช้ความรุนแรงของรัฐบาล

      กระแสที่เรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างท่วมท้นนับแต่การเคลื่อนไหวที่ยกระดับแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ของกลุ่มคนเสื้อเหลืองจากการชุมนุมอย่างสงบตามเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรองรับ มาสู่การปิดถนนรอบทำเนียบรัฐบาลและถนนราชดำเนิน การดาวกระจายปิดล้อมสถานที่ราชการต่างๆ การยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเวลาหลายเดือน เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาที่กลุ่มคนเสื้อแดงออกมายึดสถานที่ประชุมสุดยอดอาเชียนบวก 3 บวก 6 ที่พัทยา ปิดถนนก่อการจลาจลกลางเมือง และกลุ้มรุมทำร้ายนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กับคณะที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย คุกคามสวัสดิภาพและความสงบสุขของประชาชนและของสังคมอย่างร้ายแรง แต่กระนั้นกระแสสังคมที่นำโดยนักวิชาการในมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง นักสันติวิธี นักสิทธิมนุษยชน และนักการเมืองที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลอดทน พูดจาดีๆ กับกลุ่มผู้ชุมนุม และอย่าใช้ความรุนแรงกับประชาชน ทำให้สังคมเริ่มเข้าใจและคล้อยตามไปว่าการกระทำที่ผิดกฎหมายถ้ากระทำในนามกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นรัฐบาลจะต้องพูดกับผู้กระทำผิดกฎหมายดีๆ จะบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ เมื่อใดที่รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมาย เมื่อนั้นรัฐบาลก็จะตกเป็นจำเลยของสังคม เป็นทรราช และเป็นเผด็จการ ประกอบกับความสลับซับซ้อนทางการเมืองทำให้รัฐบาลแต่ละชุดไม่สามารถบริหารจัดการและควบคุมกลไกอำนาจรัฐทั้งทหาร ตำรวจ และข้าราชการได้เท่าที่ควร ทำให้รัฐบาลยิ่งถลำลึกลงสู่กระแสที่ไม่กล้าใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมายมากยิ่งขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่ถูกต้องและควรจะเป็นคือ การไม่ใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุม การเจรจาพูดคุยหาข้อยุติที่สร้างสรรค์ คือมาตรการที่ใช้กับผู้ชุมนุมที่กระทำการโดยสงบและปราศจากอาวุธ ส่วนผู้ชุมนุมที่ไม่สงบ ที่กระทำผิดกฎหมาย ที่มีอาวุธ และที่ก่อการจลาจลนั้นจะเรียกร้องการปฏิบัติที่อะลุ่มอล่วยและละมุนละม่อมจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ ทั้งจะอ้างความเป็นประชาชนลอยๆ ก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะประชาชนที่ว่านั้น ต้องจำแนกให้ชัดว่า เป็นประชาชนที่เคารพกฎหมาย หรือประชาชนที่จงใจกระทำผิดกฎหมาย


    2. การถลำลึกลงสู่บทบาทนอกสภาของนักการเมืองในสภา

      ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับกลุ่มคนเสื้อแดง นักการเมืองจำนวนหนึ่งในรัฐสภาได้ออกมาเคลื่อนไหวบนเวทีของผู้ชุมนุม กระทั่งจำนวนหนึ่งออกมาเป็นแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุม นี่คือการถลำลึกลงสู่บทบาทนอกสภาของนักการเมืองในสภา ที่ชอบอ้างสิทธิในระบอบประชาธิปไตยมาเคลื่อนไหวกับกลุ่มผู้ชุมนุม จริงอยู่ทุกคนมีสิทธิประชาธิปไตยในการแสดงออกภายใต้กรอบกฎหมาย แต่สิทธิประชาธิปไตยนั้นย่อมถูกจำกัดด้วยความเหมาะสมและชอบธรรม เมื่อเป็นนักการเมืองในระบอบรัฐสภาก็ชอบที่จะมีความเชื่อมั่นต่อรัฐสภาของตน และแสดงบทบาทนักการเมืองที่ถูกต้องสมบูรณ์ในเวทีรัฐสภาที่ตนสังกัดมากกว่าที่จะมาเคลื่อนไหวภาคประชาชนนอกสภา ซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความสับสนและทำให้ภาพของรัฐสภาตกต่ำลงในสายตาผู้คนที่พบเห็น


    3. การถลำลึกลงสู่เรื่องราวทางการเมืองขององคมนตรี

      รัฐธรรมนูญบัญญัติให้องคมนตรีต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ ซึ่งหมายความว่าไม่ต้องการให้องคมนตรีเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอันอาจมีผลกระทบไปสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ แต่นับจากเกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นต้นมา องคมนตรีกลับเป็นตัวละครหนึ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวถึงเป็นระยะๆ แม้องคมนตรีและผู้ใกล้ชิดหลายท่านจะออกมาปฏิเสธว่าองคมนตรีไม่เคยยุ่งกับการเมือง แต่ลึกๆ แล้วสังคมคงไม่เชื่ออย่างสนิทใจว่าจะเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหวนนึกถึง “ทฤษฎีจ๊อกกี้กับเจ้าของม้า” ที่ประธานองคมนตรี กล่าวกับนักเรียนนายร้อย จปร.4 ชั้นปี ที่หอประชุมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 (สองเดือนก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน) ตอนหนึ่งที่ว่า “ทหารเปรียบเสมือนม้าที่มีชาติและพระเจ้าอยู่หัวเป็นเจ้าของ ส่วนรัฐบาลนั้นเป็นเพียงจ๊อกกี้ไม่ใช่เจ้าของม้า จ๊อกกี้นั้นบ้างก็ดี บ้างก็ไม่ดี รับจ้างขี่เสร็จแล้วก็ไป ไม่เหมือนเจ้าของที่อยู่ดูแลม้าตลอด” (ผู้จัดการออนไลน์, 14 กรกฎาคม 2549, 15.23 น.)


    4. การถลำลึกลงสู่ภาวะอนาธิปไตยของภาคประชาชน

      การถลำลึกลงสู่ภาวะอนาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อเหลืองเกิดจากภาวะที่ได้รับการหนุนหลังจากกลุ่มอิทธิพล หลายกลุ่มในสังคมที่ต้องการกวาดล้างอิทธิพลของระบอบทักษิณ ในขณะที่การถลำลึกลงสู่ภาวะอนาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อแดงเกิดจากการปลุกระดมผ่านวีดีโอลิงค์ให้เกิดความฮึกห้าวเหิมหาญคืนแล้วคืนเล่าของอดีตนายรัฐมนตรีทักษิณ เหนือสิ่งอื่นใดภาวะอนาธิปไตยของคนทั้งสองกลุ่มเกิดขึ้นได้เพราะความอ่อนแอในการบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายรัฐบาล การที่คนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดงต่างประกาศว่าจะเคลื่อนไหวอย่างสงบสันติ แต่สุดท้ายก็ถลำลึกลงสู่ภาวะอนาธิปไตยที่คนเสื้อเหลืองเรียกว่า “อารยะขัดขืน” และคนเสื้อแดงเรียกว่า “สงครามประชาชน” นั้น ทำให้ภาพลักษณ์ของการต่อสู้ภาคประชาชนที่เคยเป็นการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อสิทธิประชาธิปไตยของผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกข่มเหงรังแก ที่สังคมให้ความเห็นอกเห็นใจ กลายเป็นการต่อสู้ของกลุ่มอิทธิพลที่ก้าวร้าว ดื้อดึง ที่สังคมเบื่อหน่ายเพราะได้รับความเดือดร้อน และทำให้การต่อสู้ภาคประชาชนที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี กลายเป็นเรื่องสามานย์และไร้ศักดิ์ศรี อารยะขัดขืนนั้นต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งกายและวาจา ทั้งต้องยอมรับโทษจากการกระทำของตน ในขณะที่สงครามประชาชนย่อมไม่ใช่การก่อการร้าย การก่อจลาจลหรือการทำให้ประชาชนเดือดร้อน สงครามประชาชนนั้น มวลชนที่เข้าร่วมต้องได้รับการศึกษาทางอุดมการณ์อันยาวนาน ต้องมีการจัดตั้งที่เข้มแข็ง มีวินัย และไม่ทำลายผลประโยชน์ของประชาชน สงครามประชาชนไม่ใช่การก่อจลาจลของ Mob ที่ได้รับเพียงการปลุกเร้าทางอารณ์ ไร้การจัดตั้งที่รัดกุม ขาดวินัย และพร้อมจะทำอะไรก็ได้ที่จะให้บรรลุข้อเรียกร้องของตนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนน เผารถเมล์ หรือระเบิดรถแก๊สหน้าชุมชน ในอนาคตหากแกนนำการต่อสู้ภาคประชาชนนำพาการต่อสู้ไปบนหนทางที่เคยกระทำมาอีก การต่อสู้ภาคประชาชนบนดินก็จะกลายเป็นการต่อสู้แบบอนาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตย และไม่ใช่อหิงสาหรืออารยะขัดขืน ส่วนการต่อสู้ภาคประชาชนใต้ดินหรือการต่อสู้ด้วยอาวุธที่แกนนำเสื้อแดงบางคนพูดถึง ก็จะเป็นเพียงแค่ ลัทธิก่อการร้าย ไม่ใช่สงครามประชาชน



ข้อเขียนนี้ไม่ได้พูดถึงการถลำลึกของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เพราะหากจะพูดถึง พื้นที่เขียนอันมีจำกัดของเราคงจะรองรับไม่หมด

30 เมษายน 2552
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนมีนาคม 2552)






Wednesday, 11 March 2009

LAYOFF ทางเลือกเพื่อความอยู่รอดจริงหรือ?

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

ระหว่างปี พศ.2540-2544 ผู้บริหารชาวไทยจำนวนมากในบริษัทข้ามชาติต่างเผชิญประสบการณ์อันขมขื่นที่จำเป็นต้องปลดลูกน้องและเพื่อนร่วมงานของตนออกจากงานตามนโยบายและคำสั่งของบริษัทแม่ที่อาศัยโอกาสที่ประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจสั่งลดจำนวนพนักงานที่มีอยู่อย่างเทอะทะลง แม้ทั้งที่หลายบริษัทยังมีผลกำไรมหาศาล ในขณะที่บริษัทไทยแท้จำนวนมากก็สั่งปลดพนักงานของตน แม้ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะมีผลกำไรสะสมต่อเนื่องมาแล้วหลายปีก็ตาม พนักงานจึงเป็นเหมือนแพะที่จะต้องรับกรรมทุกครั้งที่เศรษฐกิจของประเทศหรือของโลกมีปัญหา


*****


วิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกครั้งนี้ ตามมาพร้อมกับการ LAYOFF หรือสั่งปลดพนักงานขนานใหญ่ ไม่ต่างกับวิกฤติเศรษฐกิจในไทยเมื่อ 12 ปีที่แล้ว จนดูคล้ายกับเป็นสูตรสำเร็จว่า เมื่อใดที่ธุรกิจมีปัญหา การลดค่าใช้จ่ายเพื่อความอยู่รอดขององค์กรที่ดีที่สุดคือการลดจำนวนพนักงานหรือปลดพนักงานจำนวนหนึ่งออกไป

ระหว่างปีพศ. 2540-2544 ผู้บริหารชาวไทยจำนวนมากในบริษัทข้ามชาติต่างเผชิญประสบการณ์อันขมขื่นที่จำเป็นต้องปลดลูกน้องและเพื่อนร่วมงานของตนออกจากงานตามนโยบายและคำสั่งของบริษัทแม่ที่อาศัยโอกาสที่ประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจสั่งลดจำนวนพนักงานที่มีอยู่อย่างเทอะทะลง แม้ทั้งที่หลายบริษัทยังมีผลกำไรมหาศาล ในขณะที่บริษัทไทยแท้จำนวนมากก็สั่งปลดพนักงานของตน แม้ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะมีผลกำไรสะสมต่อเนื่องมาแล้วหลายปีก็ตาม พนักงานจึงเป็นเหมือนแพะที่จะต้องรับกรรมทุกครั้งที่เศรษฐกิจของประเทศหรือของโลกมีปัญหา

มีคำถามที่ท้าทายมากมายที่เราควรถามเกี่ยวกับการ LAYOFF พนักงาน
เป็นต้นว่า

  1. องค์กรที่มีพนักงานล้นเกินจนต้องตัดสินใจปลดหรือลดจำนวนลงนั้น ใครควรต้องรับผิดชอบและได้รับผลกระทบกันแน่ ระหว่างผู้บริหารที่อนุมัติการรับพนักงานเข้ามาหรือพนักงานที่ถูกรับเข้ามาและกำลังถูกปลดออกไป? หรือ

  2. การ LAYOFF พนักงานเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ หรือ? หรือ

  3. การ LAYOFF พนักงานเป็นทางเลือกเพื่อความอยู่รอดขององค์กรจริงๆ หรือ?

ที่ผ่านมา เรามักได้ยินเสมอๆ ว่าการปลดพนักงานจะเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่ทางเลือกสุดท้ายที่ว่านี้ มักถูกเลือกให้นำมาปฏิบัติก่อนทางเลือกอื่นอยู่เป็นประจำ ขณะเดียวกันแทบไม่มีองค์กรไหนถามหาความรับผิดชอบของผู้ที่ทำให้เกิดสภาพที่ต้องสั่ง LAYOFF พนักงาน

คำถามที่ท้าทายสุดท้ายคือ การ LAYOFF พนักงานเป็นทางเลือกเพื่อความอยู่รอดขององค์กรจริงๆ หรือ?

จากการศึกษาของ Bain & Company พบว่าบริษัทที่ใช้การ LAYOFF พนักงานเป็นทางเลือกสุดท้ายและ LAYOFF พนักงานน้อยที่สุดในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปีพศ. 2544 จะมีผลประกอบการดีกว่าคู่แข่งของตน (1)  นี่เป็นหลักฐานที่ผู้บริหารควรกลับมาทบทวนความเชื่อเดิมๆ ที่เชื่อว่าการ LAYOFF พนักงานคือทางเลือกที่ดีที่สุดในการลดค่าใช้จ่ายและทำให้องค์กรอยู่รอด

ความจริงแล้ว จากประสบการณ์ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ทางออกที่ดีของการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจขององค์กรทางธุรกิจที่ไม่ใช่การ LAYOFF พนักงานมีอยู่หลายทาง เป็นต้นว่า

ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง พศ.2540 เป็นต้นมา บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ไม่มีงานใหม่เข้ามาเลยเป็นเวลาติดต่อกันนาน 4-5 ปี ในภาวะยากลำบากเช่นนี้ แทนที่บริษัทจะ LAYOFF พนักงานอย่างที่หลายบริษัทขณะนั้นทำกัน หรือทำสงครามราคาในการประมูลงานรับเหมาก่อสร้างกับคู่แข่ง ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทกลับเรียกประชุมพนักงาน แจ้งให้ทราบถึงนโยบายของบริษัทที่จะไม่ปลดพนักงาน และไม่ลดราคาประมูลงานเพื่อให้ได้งานทำ โดยให้เหตุผลว่าแทนที่บริษัทจะลดราคาเพื่อให้ได้งาน บริษัทเอาจำนวนเงินที่จะลดนั้นมาเลี้ยงพนักงานของตนเพื่อไม่ต้องปลดพนักงานจะดีกว่า (2)  จากนโยบายที่ไม่ทอดทิ้งพนักงานและครอบครัวพนักงานที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เป็นผลให้บริษัทได้รับความจงรักภักดีอย่างสูงจากพนักงาน และสามารถขยายธุรกิจออกไปกว้างไกลกว่าเดิมอีกมากมายในเวลาต่อมา

ในปีพศ.2545 ขณะเข้ารับตำแหน่ง CEO ของ ABB Jurgen Dormann (ปัจจุบันเป็นประธาน Metall Zug ของสวิตเซอร์แลนด์) กล่าวว่าขณะนั้น ABB กำลังประสบปัญหาหนักในแทบทุกด้านและมีหนี้สินหลายพันล้านดอลล่าร์ อยู่ในภาวะใกล้ล้มละลายเต็มที โดยที่ไม่มีผู้บริหารคนใดเชื่อว่าบริษัทจะประสบชะตากรรมเช่นนั้น Dormann แก้ปัญหาด้วยการส่งจดหมายถึงพนักงานทั้ง 180,000 คนของเขาทั่วโลก โดยยืนยันว่าการ LAYOFF พนักงานจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เลวร้ายที่สุด แต่เพื่อจะรักษาพนักงานไว้ พนักงานจะต้องนำเสนอแนวความคิดที่จะช่วยกันลดค่าใช้จ่ายของบริษัทกลับมายังเขา ด้วยวิธีการสื่อสารและรับฟังความคิดเห็นจากพนักงาน เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของบริษัทครั้งนี้ ทำให้ Dormann สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 1.6 พันล้านดอลล่าร์ ช่วยให้บริษัทหลุดพ้นจากปัญหาร้ายแรงได้ (3)

นอกจากนี้ ในอีกหลายๆ บริษัทที่ไม่ต้องการ LAYOFF พนักงานได้ใช้วิธีการต่างๆ อีกหลายวิธี เช่น การลดอัตราเงินเดือนผู้บริหาร หรือลดอัตราเงินเดือนทั่วทั้งบริษัทลง 5-10% การลดหรือยกเลิกสวัสดิการบางอย่าง การงดจ่ายค่าจ้างในวันหยุด และการลดวันทำงาน เป็นต้น

การแก้วิกฤติเศรษฐกิจโดยไม่ใช้วิธีการ LAYOFF พนักงาน ก่อให้เกิดผลดีแก่บริษัทหลายประการ ที่เห็นได้ชัดเจนแรกสุดคือ สร้างความมั่นใจ ไม่ทำให้พนักงานหวาดกลัวและเสียขวัญ ไม่เป็นการไล่คนดีๆ ออกไปพร้อมกับตะโกนให้ลูกค้าและผู้ถือหุ้นรู้สึกว่าเรากำลังมีปัญหา นอกจากนี้ ยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการคัดเลือก การจ้างงาน และการฝึกอบรมพนักงานใหม่ในยามที่เราต้องการเมื่อภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ที่กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าจะปฏิเสธมิให้มีการ LAYOFF พนักงานเลย ในบางองค์กรอาจมีความจำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการนี้ เนื่องจากที่ผ่านมามีการรับพนักงานอย่างไม่มีแผนและเกินความจำเป็นจนองค์กรไม่อาจรองรับจำนวนพนักงานดังกล่าวต่อไปได้ ประกอบกับประสบภาวะวิกฤติทางการเงินหรือทางเศรษฐกิจ การLAYOFF พนักงานจึงเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้าตัดสินใจ LAYOFF พนักงานแล้ว จะใช้วิธีการหรือหลักการอะไรมาพิจารณาเลือกคนที่จะต้องออก?
    “Last-in, first-out” หรือ
    “Cutting bottom x% based on performance”

หลักการ Last-in, first-out นั้น มีข้อดีคือบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยมาก เนื่องจากพนักงานยังมีอายุงานน้อย และพนักงานที่เข้าใหม่ส่วนใหญ่อายุยังไม่มาก จึงยังสามารถหางานใหม่ได้ไม่ยาก แต่ข้อเสียคือ บริษัทอาจต้องเสียคนดีๆ ที่พยายามแย่งชิงมาจากนายจ้างอื่น หรือคนดีๆ ที่ตั้งใจเข้ามาทำงานกับบริษัทไป และเท่ากับเป็นการปิดทางบริษัทที่จะหวังให้คนดีๆ ที่บริษัทต้องการรับเข้ามาทำงานในอนาคตให้ความไว้วางใจบริษัทอีก

ส่วนหลักการคัดพนักงานที่มีผลการปฏิบัติงานแย่ๆ x% สุดท้ายออกไปนั้น มีผู้คัดค้านด้วยเห็นว่า บริษัทต่างๆ มักมีระบบการประเมินผลที่ไม่ดีพอ และที่สำคัญผู้ประเมินมักมีอคติ เลือกที่รักมักที่ชัง ยิ่งไปกว่านั้นการใช้เปอร์เซ็นต์มากำหนด จะทำให้หน่วยงานที่มีคนน้อยต้องกระทบกระเทือนมากที่สุด อย่างไรก็ดีผู้เขียนเห็นว่า หากระบบการประเมินผลและผู้ประเมินหรือคณะกรรมการมีประสิทธิภาพ หลักการคัดพนักงานที่มีผลการปฏิบัติงานแย่ๆ x% สุดท้ายออกไปน่าจะเป็นวิธีการที่มีเหตุผลและมีผลดีต่อองค์กรที่สุดวิธีหนึ่ง

แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม หลักการสำคัญที่สุด 4 ข้อในการ LAYOFF พนักงาน ที่จำเป็นต้องยึดกุมให้มั่นก็คือ
  1. ต้องทำให้เร็วที่สุด (เพื่อป้องกันปัญหาแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดจากความไม่พอใจของพนักงานหรือเพื่อนของพนักงานที่ถูกคัดให้ออก)

  2. ด้วยความเคารพและสุภาพที่สุด (ไม่ใช้วิธีให้ รปภ.หรือเจ้าหน้าที่ของบริษัทคุมตัวออกจากที่ทำงานอย่างที่บริษัทในต่างประเทศชอบทำกัน)

  3. เห็นอกเห็นใจที่สุด (จ่ายค่าชดเชยและค่าตอบแทนอื่นๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ รวมทั้งมีโครงการช่วยเหลือในการหางานใหม่ หรือลงทุนทำธุรกิจส่วนตัวต่อไป) และ

  4. รับรองว่าจะไม่มีการ LAYOFF พนักงานอีกหากสถานการณ์ไม่เลวร้ายลงมากไปกว่านี้อย่างเห็นได้ชัด (เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของพนักงานที่ยังอยู่กับองค์กรต่อไป)

หากทำได้เช่นนี้ บริษัทก็จะยังสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับพนักงานที่ยังอยู่และพนักงานที่ถูกคัดเลือกให้ออก ทั้งยังสามารถรักษาชื่อเสียงและเกียรติภูมิของตนในฐานะนายจ้างที่ดีไว้ได้ต่อไป

11 มีนาคม 2552
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2552)




(1)(2)(3)
  1. Harvard Business Review, March 2009, p.40

  2. จากคำบอกเล่าของผู้บริหาร ช.การช่างที่ถ่ายทอดให้ผู้เขียนฟัง ขณะผู้เขียนเข้าไปจัดทำโครงการพัฒนางานบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้บริษัทระหว่างเดือนตุลาคม 2551 ถึงเดือนกรกฎาคม 2552

  3. Harvard Business Review, March 2009, p.39





Tuesday, 6 January 2009

เมืองไทย 2551: NORMS ที่ยอมรับไม่ได้

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com


คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่อยู่ด้วยกันหรือมีกิจกรรมร่วมกันไม่ว่าจะในมิติของกลุ่มหรือในมิติที่ใหญ่ขึ้น เช่น ประเทศชาติ หรือโลกทั้งโลก ย่อมนำเอาทัศนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้สึก หรือการกระทำที่เหมือนกันบ้าง หรือต่างกันบ้างมาปฏิบัติต่อกัน ในระยะแรกจึงมีความหลากหลายและกระจัดกระจายของความคิดและการกระทำ ต่อเมื่อคนกลุ่มนั้นๆ อยู่ด้วยกันและมีปฏิสัมพันธ์กันในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ความคิดและพฤติกรรมที่หลากหลายและกระจัดกระจายจะค่อยๆ ตกผลึกเป็นแบบแผนที่เหมือนๆ กันจำนวนหนึ่งที่ทุกคนในกลุ่มยอมรับและเห็นคล้อยตามกัน ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า NORMS หรือ ปทัสถาน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ทัศนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้สึก หรือการกระทำเป็นของบุคคล แต่ NORMS จะเป็นของกลุ่ม และเมื่อกลุ่มมี NORMS เกิดขึ้นแล้ว NORMS ของกลุ่มจะส่งอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มให้แสดงออกมาในทิศทางเดียวกับ NORMS ดังนั้นหาก NORMS ของกลุ่มส่งผลกระทบในเชิงสร้างสรรค์หรือเชิงบวกต่อสังคม สังคมก็จะได้รับอานิสงส์นั้นไปด้วย ตรงข้ามหาก NORMS ของกลุ่มไม่สร้างสรรค์หรือทำลาย สังคมก็จะตกอยู่ในอันตรายจากพฤติกรรมกลุ่มที่ไม่สร้างสรรค์หรือทำลาย




NORMS หรือ “ปทัสถาน” ในความหมายทางสังคมวิทยา หมายถึงวิถีแห่งการประพฤติปฏิบัติหรือการงดเว้นการประพฤติปฏิบัติในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปของสมาชิกในสังคมตามคตินิยมของสังคมนั้นๆ วิถีแห่งการประพฤติปฏิบัติหรือการงดเว้นการประพฤติปฏิบัติที่เรียกว่า NORMS นี้หากพัฒนาไป จะกลายเป็นระเบียบแบบแผน มาตรฐาน ขนบธรรมเนียมหรือประเพณีนิยมของสังคมนั้นๆ ในที่สุด

ที่มาของ NORMS คือ การตกผลึกของทัศนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้สึก หรือการกระทำของคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่อยู่รวมกันหรือมีการปฏิบัติทางสังคมต่อกันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่คณะ เป็นชุมชน เป็นสังคม เป็นภูมิภาค เป็นประเทศ เป็นกลุ่มประเทศ เป็นซีกโลก หรือเป็นโลกทั้งโลก

คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่อยู่ด้วยกันหรือมีกิจกรรมร่วมกันไม่ว่าจะในมิติของกลุ่มหรือในมิติที่ใหญ่ขึ้น เช่น ประเทศชาติ หรือโลกทั้งโลก ย่อมนำเอาทัศนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้สึก หรือการกระทำที่เหมือนกันบ้าง หรือต่างกันบ้างมาปฏิบัติต่อกัน ในระยะแรกจึงมีความหลากหลายและกระจัดกระจายของความคิดและการกระทำ ต่อเมื่อคนกลุ่มนั้นๆ อยู่ด้วยกันและมีปฏิสัมพันธ์กันในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ความคิดและพฤติกรรมที่หลากหลายและกระจัดกระจายจะค่อยๆ ตกผลึกเป็นแบบแผนที่เหมือนๆ กันจำนวนหนึ่งที่ทุกคนในกลุ่มยอมรับและเห็นคล้อยตามกัน ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า NORMS หรือ ปทัสถาน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ทัศนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้สึก หรือการกระทำเป็นของบุคคล แต่ NORMS จะเป็นของกลุ่ม และเมื่อกลุ่มมี NORMS เกิดขึ้นแล้ว NORMS ของกลุ่มจะส่งอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มให้แสดงออกมาในทิศทางเดียวกับ NORMS ดังนั้นหาก NORMS ของกลุ่มส่งผลกระทบในเชิงสร้างสรรค์หรือเชิงบวกต่อสังคม สังคมก็จะได้รับอานิสงส์นั้นไปด้วย ตรงข้ามหาก NORMS ของกลุ่มไม่สร้างสรรค์หรือทำลาย สังคมก็จะตกอยู่ในอันตรายจากพฤติกรรมกลุ่มที่ไม่สร้างสรรค์หรือทำลาย

  • ตัวอย่างของ NORMS ในระดับโลก เช่น การส่ง สคส.หรือการให้ของขวัญวันคริสต์มาสหรือวันปีใหม่ การยืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้แก่บุคคลที่ล่วงลับไป หรือการจัด COFFEE BREAK ก็เป็น NORMS อย่างหนึ่งของการประชุมหรือสัมมนาที่ประพฤติปฏิบัติกันโดยทั่วไป

  • ตัวอย่างของ NORMS ในระดับซีกโลก เช่น การทักทายด้วยการสัมผัสมือเวลาพบกันของคนในซีกโลกตะวันตกและในประเทศที่ผู้คนอพยพมาจากตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น

  • ตัวอย่างของ NORMS ในระดับประเทศหรือสังคม เช่น การยกมือไหว้แสดงความคารวะผู้อาวุโสกว่าเวลาพบปะกันของสังคมไทย หรือการทักทายด้วยการเอาจมูกมาชนกันของชนเผ่าเมาลีในนิวซีแลนด์


  • ในมิติของวงการวิชาชีพ การดำรงตนอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมเป็น NORMS อย่างหนึ่งของผู้พิพากษาส่วนใหญ่ ในขณะที่การหากินกับเจ้าของบ่อนเจ้าของซ่อง หรือการตบทรัพย์รับส่วย ก็เป็น NORMS อีกอย่างหนึ่งของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ส่วนใหญ่ในบางประเทศ เป็นต้น

    เมืองไทย ปี 2551 ที่มีการชุมนุมยืดเยื้ออย่างเป็นประวัติการณ์กว่าครึ่งปีของชาวเสื้อเหลืองที่มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแกนนำฝ่ายหนึ่ง กับการชุมนุมเป็นครั้งคราวของชาวเสื้อแดงที่มีแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นแกนนำอีกฝ่ายหนึ่ง สลับกับการปะทะกันด้วยกำลังของทั้งสองฝ่ายเป็นระยะๆ หากใช้ทัศนะเชิงบวกมามองจะเห็นว่า การเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่าย ซึ่งนอกจากจะใช้รูปแบบการชุมนุมเดินขบวนแล้ว ยังใช้การสื่อสารผ่านสื่อทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ และอินเตอร์เน็ทนั้น ผลักดันให้เกิดการตื่นตัว การรับรู้ และการเข้าร่วมการต่อสู้ทางการเมืองอย่างขนานใหญ่ในหมู่ประชาชนในหลายระดับ แม้การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ทัศนคติ และกระทั่งอุดมการณ์ของทั้งสองฝ่ายจะคนละชุดกันหรือในบางกรณีอาจตรงข้ามกันก็ตาม ผลของการตื่นตัว รับรู้ และเข้าร่วมต่อสู้ทางการเมืองอย่างยืดเยื้อยาวนานครั้งนี้ แม้พิจารณาในมุมของการจัดตั้ง จะเป็นไปอย่างหลวมๆ และไม่เป็นเอกภาพ แต่หากพิจารณาโดยองค์รวมแล้วย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าจิตสำนึกทางการเมืองของฝ่ายประชาชนชนชั้นและชั้นชนต่างๆ ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยไม่สนใจข่าวสารการเมือง ก็มาสู่ความสนใจในข่าวสารการเมือง จากที่เคยวิพากษ์วิจารณ์การเมืองอยู่ที่บ้าน ก็มาสู่การออกจากบ้านเข้าร่วมเคลื่อนไหวการเมืองรูปแบบต่างๆ สิ่งพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดคือ ณ วันนี้ ระดับความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไทยคือปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่สถาบันทหารจะต้องนำมาใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างจริงจังในยามที่คิดจะเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองด้วยการก่อรัฐประหาร


    อย่างไรก็ดี เบื้องหน้าการต่อสู้ทางการเมืองในปี 2551 ที่สำนึกทางการเมืองและพลังความเข้มแข็งของประชาชนพัฒนาไป เมืองไทยปี 2551 ก็เกิด NORMS ที่ไม่พึงปรารถนาและไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย อันส่งผลกระทบไปสู่การล่มสลายของวัฒนธรรมอันดีงามที่เคยดำรงอยู่ในสังคมไทยอย่างน้อย 5 ประการคือ

    1. NORMS ที่อ้างความชอบธรรมจากคะแนนเสียงเลือกตั้ง อยู่เหนือความชอบธรรมจากการยอมรับ
      ในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่งย่อมได้รับเกียรติให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าไม่สามารถจัดตั้งได้ พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งรองลงมาจึงจะเข้ามาทำหน้าที่นั้นแทน นี่เป็นมารยาทและเป็นธรรมเนียมที่นานาอารยะประเทศประพฤติปฏิบัติกัน อย่างไรก็ดีในระบอบประชาธิปไตยก็มีมารยาทและมีธรรมเนียมที่นานาอารยะประเทศประพฤติปฏิบัติด้วยเช่นกันว่า เมื่อใดที่รัฐบาลเกิดเรื่องมัวหมอง ถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตหรือความผิดพลาดในการดำเนินนโยบาย รัฐบาลพึงต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือยุบสภาเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสตัดสินใจเลือกผู้แทนของเขาใหม่ ในอดีตแม้ระบอบประชาธิปไตยของเราจะไม่สมบูรณ์นัก แต่กล่าวโดยภาพรวมแล้ว รัฐบาลส่วนใหญ่จะยอมลาออกหรือไม่ก็ยุบสภาเมื่อมีเรื่องมัวหมองหรือมีการไม่ยอมรับรัฐบาลเกิดขึ้น จะมีที่ดื้อดึงอยู่บ้างก็เพียงในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งจากนั้นก็จะถูกรัฐประหารหรือไม่ก็ถูกบีบให้ออกไป เช่นรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังการเลือกตั้งสกปรก ปี 2500 และรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้น NORMS ที่ดื้อรั้นไม่ยอมลงจากอำนาจของรัฐบาลเริ่มปรากฏขึ้นอย่างเอาจริงเอาจังตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณที่เริ่มเข้ารับตำแหน่งก็ต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเป็นจำเลยคดีซุกหุ้น และผ่านคดีมาได้อย่างหวุดหวิดด้วยคำพิพากษา 8 ต่อ 7 จากนั้นทั้งตนเองและครอบครัวก็ถูกกรมสรรพากรเรียกไปปรับภาษีย้อนหลังหลายครั้งหลายหน และต้องตกเป็นจำเลยของสังคมในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมาโดยตลอด แต่นายกรัฐมนตรีทักษิณก็ไม่ยอมลาออก อ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่เลือกตนและพรรคการเมืองของตนเข้ามา กระทั่งถูกมวลชนที่นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดินขบวนขับไล่และนำไปสู่การรัฐประหารของ คมช. ในที่สุด NORMS ที่อ้างความชอบธรรมจากคะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่เหนือความชอบธรรมจากการยอมรับของสังคมที่รัฐบาลทักษิณและพรรคไทยรักไทยพยายามสร้างขึ้นแทนมารยาทและธรรมเนียมทางการเมืองอันดีงามในระบอบประชาธิปไตยแทนที่จะยุติลงหลังการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ตรงข้ามนักการเมืองและพรรคการเมืองนอมินีของระบอบทักษิณกลับยังยึดถือปฏิบัติกันอย่างดื้อดึงเรื่อยมาดังที่ปรากฏให้เห็นทั้งในสมัยรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย โดยอ้างเพียงว่าประชาชนส่วนข้างมากเลือกพวกตนเข้ามา มารยาทและธรรมเนียมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่คำนึงถึงการยอมรับหรือไม่ยอมรับของประชาชนเป็นอันไม่ต้องพูดถึงกัน สาเหตุของการชุมนุมยืดเยื้อของฝ่ายประชาชน ที่สำคัญก็มาจากความดื้อรั้นไม่ยอมลงจากอำนาจของรัฐบาลที่มีเรื่องมัวหมองและไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมนั่นเอง นี่คือ NORMS แรกที่ส่งผลด้านลบต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทย


    2. NORMS ที่สนับสนุนคนเก่งแม้เขาจะโกง และบูชาคนที่ให้ของตนแม้เขาจะปล้นคนอื่นมา
      ปรากฏการณ์คนรักทักษิณที่ซึมลึกลงไปถึงประชาชนระดับล่างและโดยเฉพาะในชนบท ด้านหนึ่งเป็นเพราะความสามารถเฉพาะตัวของคุณทักษิณเมื่อเทียบกับนายกรัฐมนตรีที่ผ่านๆ มา อีกด้านหนึ่งเป็นเพราะโครงการประชานิยมและนโยบายการตลาดแบบ “เอื้ออาทร” ต่างๆ ถูกจัดส่งลงไปถึงประชาชนในระดับล่าง สังคมไทยที่ผ่านมาที่นักการเมืองมีการคอร์รัปชั่นมากบ้างน้อยบ้างมาตลอด บวกกับอิทธิพลทางความคิดในระบอบอุปถัมภ์ ทำให้ข้อกล่าวหาต่างๆ เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นหรือการมีผลประโยชน์ทับซ้อนของคุณทักษิณถูกคนส่วนหนึ่งที่ได้รับการ “เอื้ออาทร” มองข้ามไป ภาพที่คุณทักษิณทำเพื่อคนยากคนจน ภาพที่คุณทักษิณหยิบยื่นงบประมาณต่างๆ มาให้ชนบทจึงบดบังภาพอื่นๆ จนหมดสิ้น กระทั่งสังคมส่วนหนึ่งเกิดค่านิยมที่ยอมรับได้ที่จะให้นักการเมืองโกงกิน ถ้านักการเมืองคนนั้นจะทำอะไรบางอย่างให้ตน การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อปกป้องผู้นำและนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชั่น กระทั่งคลั่งไคล้บูชาเพียงเพราะเขาเคยหยิบยื่นอะไรบางอย่างให้ตน เป็นหลักฐานที่บ่งบอกถึงภยันตรายและความตกต่ำอย่างถึงที่สุดของวัฒนธรรมด้านคุณธรรมและจริยธรรมของผู้คนในสังคมไทย หากปล่อยให้ NORMS ประเภทนี้พัฒนาต่อไป สังคมไทยจะไม่มีที่ยืนสำหรับคนดี ไม่มีที่ว่างสำหรับคนซื่อสัตย์สุจริตที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน


    3. NORMS การต่อสู้ภาคประชาชนที่ก้าวร้าว ดึงดัน เอาแต่ใจตนเอง และวางอำนาจบาทใหญ่โดยไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
      การชุมนุมและเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนของฝ่ายเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงเป็นการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยและเป็นการต่อสู้ที่ถูกกฎหมาย ไม่ใช่การต่อสู้ในรูปแบบและหนทางผิดกฎหมาย เช่นการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต หรือการต่อสู้แบบก่อการร้ายในภาคใต้ปัจจุบัน ดังนั้นการต่อสู้ภาคประชาชนด้วยการชุมนุมเดินขบวนอย่างสันติและอย่างอารยะจึงถูกคาดหมายว่าต้องเป็นการต่อสู้ที่สงบ ปราศจากอาวุธ เคารพกฎหมายและที่สำคัญคือเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น แต่น่าเสียดายที่การชุมนุมและเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนของฝ่ายเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงที่พัฒนาไปท่ามกลางท่วงทำนองการปลุกเร้าและให้ข้อมูลของแกนนำและโฆษกบนเวทีวันแล้ววันเล่าส่งผลต่อความฮึกห้าวเหิมหาญทางอารมณ์ความรู้สึกและศรัทธาของมวลชนที่มาชุมนุมที่มีต่อสิ่งที่ตนกำลังต่อสู้อยู่พร้อมกับความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อฝ่ายตรงข้ามถึงขั้นที่คิดไปว่าใครก็ตามที่คิดหรือทำต่างไปจากตน ย่อมเป็นคนที่ไม่รักชาติและย่อมต้องเป็นศัตรูกับตน ด้วยเหตุนี้ การใช้เวทีการชุมนุมกล่าวประณามคนกลางๆ ที่ไม่คิดหรือทำในทางเดียวกับตนจึงเกิดขึ้นเนืองๆ บวกกับยุทธวิธีและการแสดงออกที่ดุดัน ก้าวร้าว ดื้อดึง และเอาแต่ใจของแกนนำบางคนและโฆษกบางคนบนเวที ทำให้เกิดพฤติกรรมที่พร้อมจะใช้ฝูงชนกดดันทำอะไรก็ได้ที่ไม่คำนึงถึงกฎหมายและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้อื่นซึ่งเป็นพลเมืองที่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับตน ทำให้การล้อมกรอบกลุ้มรุมทำร้ายฝ่ายตรงข้ามกับตนเกิดขึ้นที่โน่นที่นี่เป็นระยะๆ ลุกลามไปถึงขั้นการวางอำนาจบาทใหญ่ประกาศห้ามฝ่ายตรงข้ามเดินทางเข้าไปในเขตจังหวัดของพวกตน ถึงขั้นฝ่ายหนึ่งเดินทางเข้าไปจังหวัดที่มีอีกฝ่ายหนึ่งอยู่มากกว่าไม่ได้ และถึงขั้นถ้าไม่พอใจอะไร ก็จะยกพวกเข้าไปด่าทอ ไปทำร้าย ไปปิดล้อม ไปตรวจค้น ไปยึดครองสถานที่ต่างๆ ของฝ่ายตรงข้าม หรือที่ฝ่ายตรงข้ามอยู่ หรือที่คิดว่าจะสามารถกดดันฝ่ายตรงข้ามได้ ไม่เว้นแม้สถานีโทรทัศน์ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และสนามบินนานาชาติ ไม่เว้นแม้คนเจ็บป่วยใกล้ตายไปหาหมอ ก็ยังยกพวกไปถือป้ายด่าทอขับไล่ ซึ่งพฤติกรรมที่อุกอาจ รุนแรง ท้าทายกฎหมาย ไร้มารยาทและแล้งน้ำใจเหล่านี้ ไม่เคยปรากฏมีมาก่อนในสังคมที่เปี่ยมด้วยน้ำใจไมตรีและพร้อมจะให้อภัยกันและกัน ในสังคมที่ไม่รังแกคนอ่อนแอไม่มีทางสู้และไม่ข้ามคนล้มอย่างสังคมไทย หากปล่อยให้ NORMS ประเภทนี้พัฒนาต่อไป เมืองไทยนับแต่นี้ไป จะไม่มีใครพูดต่างคิดต่างทางการเมืองได้อีกต่อไป จะไม่มีใคร (โดยเฉพาะบรรดาแกนนำทั้งหลาย) สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเสรีและสะดวกสบายเช่นแต่ก่อนโดยไม่มีผู้คนหรือฝูงชนคอยห้อมล้อมคุ้มกันอีกต่อไป
      แผ่นดินไทยจะถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ และถูกยึดครองโดยผู้ทรงอิทธิพลประจำถิ่นที่สวมเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง กฎหมายจะถูกเหยียบย่ำโยนทิ้ง ประชาธิปไตยจะกลายเป็นอนาธิปไตย และอารยะจะกลายเป็นอนารยะ การชุมนุมทางการเมืองที่แสดงถึงความตื่นตัวของประชาชนแทนที่จะเป็น “ความทรงจำอันยอดเยี่ยม” ก็จะกลายเป็น “ความทรงจำอันเลวร้าย” ประชาธิปไตยที่ควรจะเก็บรับบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ไม่ต้องเดินซ้ำรอยความขมขื่นเดิมๆ ไม่ต้องมีสงครามกลางเมืองกว่าจะได้ประชาธิปไตยมาอย่างสหรัฐอเมริกา ก็อาจกลายเป็นประชาธิปไตยที่ย่ำไปบนความผิดพลาดในอดีตที่ไม่รู้จักสรุปบทเรียนเพื่อทำปัจจุบันให้ดีกว่า เป็นประชาธิปไตยที่ต้องย่ำไปบนกองเลือดกับความแตกแยกของคนในสังคม และเป็นประชาธิปไตยที่ได้มาไม่คุ้มกับต้นทุนที่เสียไป


    4. NORMS ที่สถาบันทหารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาล กระทั่งวิพากษ์วิจารณ์และข่มขู่รัฐบาล
      การชุมนุมต่อสู้เพื่อขับไล่รัฐบาลของฝ่ายเสื้อเหลือง บวกกับท่าทีที่สอดรับกันของบุคคลและสถาบันสำคัญๆ จำนวนหนึ่งในสังคมในทำนองให้ท้ายการชุมนุมจนเกิดวาทะแห่งปีว่า “MOB มีเส้น” ทำให้ฝ่ายรัฐบาลตกอยู่ในภาวะอ่อนแออย่างถึงที่สุด สถาบันทหารที่ผู้คนทราบดีว่ามีจุดยืนอยู่ที่ไหนได้ใช้โอกาสนี้ปฏิบัติการ “อารยะขัดขืน” กับรัฐบาลซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตนทันที เห็นได้จากท่าทีผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบกที่ไม่สนองรับนโยบายรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชายในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการกับผู้ชุมนุมฝ่ายเสื้อเหลืองที่มายึดทำเนียบรัฐบาลและไม่ดำเนินการอันจำเป็นในการปกป้องสนามบินนานาชาติจากการบุกยึดของฝ่ายเสื้อเหลือง ตรงกันข้ามกลับส่งสัญญาณหลายครั้งให้รัฐบาลลาออก กระทั่งขู่ว่าถ้าจำเป็นจะหยุดการใช้อำนาจของรัฐบาล แน่นอนว่าในสถานการณ์ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชายมีจุดอ่อนมากมายที่คนจำนวนไม่น้อยรับไม่ได้ ท่าทีและการแสดงออกของผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบกจึงไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบมากนัก ตรงข้ามบางส่วนยังออกมาชมเชยเสียด้วยซ้ำ แต่กระนั้นสิ่งนี้ย่อมไม่ใช่ NORMS ที่ควรยกย่องหรือสนับสนุนให้ประพฤติปฏิบัติสืบไป ยังจำเป็นต้องพูดให้ชัดเจนว่าในภาวะปกติผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหลายจะปฏิบัติเช่นนี้จนกลายเป็น NORMS ที่ฝ่ายทหารใช้กับฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ ที่ต้องย้ำเช่นนี้ เพราะปัจจุบันดูเหมือนว่านายทหารจำนวนหนึ่งจะไม่เห็นฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลอยู่ในสายตา เมื่อเร็วๆ นี้ ปลัดกระทรวงกลาโหมก็ออกมาให้สัมภาษณ์วิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ว่าบารมียังไม่มากเท่าไร คงจะถูกครอบโดยนายสุเทพและนายเนวิน
      ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเพราะไม่มีปลัดกระทรวงไหนกล้าวิจารณ์อะไรเช่นนี้กับนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในฐานะผู้บังคับบัญชาของตน ยกเว้นปลัดกระทรวงที่กุมปืนในประเทศที่สถาบันทหารยังไม่มีความเป็นมืออาชีพและระบอบประชาธิปไตยยังไม่พัฒนาพอ


    5. NORMS ที่ละเลยการบังคับใช้กฎหมายในขณะที่ผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมายอย่างอุกอาจ
      การต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตรฯ เป็นการต่อสู้บนหนทางสันติและถูกกฎหมาย แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเคลื่อนไหวของฝ่ายพันธมิตรฯ ในช่วงปี 2551 ได้กระทำเกินเลยขอบเขตของการต่อสู้อย่างถูกกฎหมายหลายอย่าง และเกินเลยความพอดีหรือพอประมาณที่มวลชนที่เป็นแนวร่วมของพันธมิตรฯ จะรับได้ ด้วยเหตุนี้ ยิ่งต่อสู้ แนวร่วมที่เคยสนับสนุนพันธมิตรฯ ก็ยิ่งน้อยลง หลายฝ่ายมองพันธมิตรฯ ด้วยความอึดอัดและเป็นห่วง อย่างไรก็ดี เนื่องจากท่าทีของกลุ่มบุคคลและสถาบันสำคัญหลายสถาบันในสังคมยังยืนอยู่ข้างพันธมิตรฯ ดังนั้นการณ์จึงปรากฏว่า ยิ่งพันธมิตรฯ ถลำลึกลงสู่การเคลื่อนไหวที่ไร้กรอบกติกาประชาธิปไตย ที่อาศัยมวลชนมากระทำการให้ได้ดั่งใจ และที่ไม่เคยเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของเพื่อนร่วมชาติ แทนที่สังคมจะมีมาตรการยุติพฤติกรรมเช่นนั้นของพันธมิตรฯ ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง รวมทั้งนักวิชาการจำนวนไม่น้อยกลับออกมาห้ามปรามฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยด้วยสูตรสำเร็จของวลีที่ดูประหนึ่งจะทำให้ผู้พูดดูดีขึ้นว่า “อย่าใช้ความรุนแรงกับประชาชน” ด้วยเหตุนี้ พันธมิตรฯ จึงยิ่งได้ใจและไม่เคยถอยแม้สักก้าวในย่างเท้าที่ตนเกินเลยไป ทำให้เกิดธรรมเนียมการต่อสู้พิลึกพิลั่นและไร้ศักดิ์ศรีที่กำหนดกรอบกติกาไว้ว่า
      “ข้ารบของข้า แต่เอ็งห้ามรบของเอ็ง ข้ากระทำผิดกฎหมายได้ แต่เอ็งห้ามบังคับใช้กฎหมายกับข้า”

      โลกนี้จึงเห็นจะมีไทยประเทศเดียว ที่ยอมให้มีการยึดถนนหลวงไม่ให้ผู้คนสัญจรไปมาได้กว่าครึ่งปี ยึดทำเนียบรัฐบาลไม่ให้รัฐบาลเข้าทำงานได้เป็นเดือนๆ ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดรัฐสภา และยึดสนามบินโดยไม่มีกลไกอำนาจรัฐใดเข้าไปยุติหรือบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพกับกลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านั้น และโลกนี้ก็เห็นจะมีไทยประเทศเดียว ที่มีนโยบายปลดอาวุธผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แล้วปล่อยให้ออกไปยืนเผชิญหน้ากับฝูงชนจำนวนมหาศาลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความเคียดแค้นที่ในมือมีสิ่งของที่พร้อมจะใช้เป็นอาวุธ และพร้อมจะกลุ้มรุมทำร้ายใครทุกคนที่ขวางทางตน และโลกนี้ก็เห็นจะมีไทยประเทศเดียวอีกเช่นกัน ที่ผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างอุกอาจมีผู้คนและองค์กรมากมายพร้อมจะปกป้องพิทักษ์สิทธิ์ด้วยเห็นว่าเป็นประชาชน ในขณะที่คนดีที่ถูกละเมิดสิทธิ์ ชาวบ้านรวมทั้งครูชนบทที่ถูกลอบสังหาร และตำรวจทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกปลดอาวุธและถูกสั่งให้ออกไปรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งพวกเขาก็เป็นประชาชนและเป็นลูกหลานคนยากคนจนเหมือนกัน กลับไม่มีใครหรือองค์กรไหนกระตือรือร้นออกมาปกป้องสิทธิ์ให้พวกเขา จริงอยู่แนวนโยบายที่ไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมเป็นเรื่องถูกต้อง แต่แนวนโยบายที่ให้ตำรวจทหารชั้นผู้น้อยจำนวนน้อยนิดออกไปรับมือกับผู้ชุมนุมจำนวนมหาศาลโดยมีเพียงโล่ ไม่มีแม้แต่เครื่องมือปราบการจราจลขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องที่ควรทบทวน มิฉะนั้นก็ควรเกณฑ์ลูกหลานของผู้ออกนโยบายไปรับมือกับผู้ชุมนุมก่อนที่จะสั่งคนอื่นไป เช่นเดียวกับแนวนโยบายที่ให้ใช้ความอดทนและการเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมาย ด้วยมาตรการที่เหมาะสม มีขั้นตอนและสมควรแก่สถานการณ์ (มิใช่มาตรการอย่างที่ใช้ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551) เป็นเรื่องถูกต้อง แต่แนวนโยบายที่ละเลยการบังคับใช้กฎหมาย และห้ามใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าผู้ชุมนุมจะกระทำผิดกฎหมายร้ายแรงแค่ไหนและอุกอาจเพียงไรเป็นเรื่องที่ควรทบทวน และยอมปล่อยให้เป็น NORMS ที่จะไม่กล้าบังคับใช้กฎหมาย และไม่กล้าใช้มาตรการที่จำเป็นและเด็ดขาดภายในกรอบของกฎหมายตามความหนักเบาของสถานการณ์ไม่ว่าผู้ชุมนุมจะกระทำความผิดแค่ไหน จะใช้ความรุนแรงและอุกอาจเพียงไร จะละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่นแค่ไหน และจะสร้างความเสียหายที่ตามมาให้กับสังคมเพียงไรไม่ได้ เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้นก็เท่ากับสนับสนุนให้บ้านเมืองไม่มีขือแป เท่ากับปฏิเสธการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ปฏิเสธการดำรงอยู่ของนิติรัฐ ปฏิเสธการบังคับใช้กฎหมาย และเมื่อการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นไปอย่างที่ควรเป็น ยอมให้เสื้อเหลืองทำอะไรก็ได้ เสื้อแดงก็ถือเป็นตัวอย่างและขอทำบ้าง ความปั่นป่วนวุ่นวายและความร้าวฉานในชาติจึงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้


    NORMS ที่ไม่พึงปรารถนาและไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอย่างน้อย 5 ประการดังกล่าวข้างต้น เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทย เป็นวิกฤตวัฒนธรรมอย่างหนึ่งภายในชาติที่น่าเป็นห่วงไม่น้อยไปกว่าวิกฤตทางการเมือง และวิกฤติทางเศรษฐกิจ แต่น่าเสียดายที่บุคคลและสถาบันที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิด NORMS เหล่านี้ไม่เคยคำนึงถึงมากไปกว่าความต้องการที่จะเอาชนะ และที่จะรักษาสถานะการดำรงอยู่ของตนและสถาบันตน ทั้งน่าเสียดายที่ผู้คนในสังคมพูดถึงวิกฤตทางวัฒนธรรมจาก NORMS เหล่านี้น้อยเกินไป โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐที่ควรกระตือรือร้นและเป็นเจ้าภาพกอบกู้วิกฤตทางวัฒนธรรมครั้งนี้มากที่สุด จนบัดนี้ก็ไม่เคยทำอะไรออกมาให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอันอย่างที่ควรทำ

    กระทรวงวัฒนธรรม คุณสบายดีหรือ ?


    29 ธันวาคม 2551
    (ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนธันวาคม 2551)




    Wednesday, 1 October 2008

    เมื่อต้องประเมินผลงาน CEO

    ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
    ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
    roichaksaam@gmail.com

    CEO หรือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขององค์กร หรือ กรรมการผู้จัดการของบริษัทต่างๆ คือผู้บริหารสูงสุดหมายเลข 1 ขององค์กร ปกติเขาเป็นฝ่ายประเมินผลงานผู้อื่นมากกว่าจะถูกผู้อื่นประเมินผลงานของตัวเอง

    เหตุผลหลายประการที่ไม่ค่อยมีการประเมินผลงานของ CEO เพราะ ประการหนึ่ง CEO จำนวนหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการเสียเอง ประการหนึ่ง CEO จำนวนหนึ่งทำตัวเหมือนเจ้าผู้ครองนครน้อยๆ ที่อยู่เหนือกฎหมายในอาณาจักรเล็กๆ ของตน และอีกประการหนึ่งแม้ในองค์กรใหญ่ๆ ในบริษัทมหาชน หรือในบริษัทข้ามชาติ คณะกรรมการบริษัทส่วนใหญ่ก็หาได้สนใจประเมินผลงาน CEO มากไปกว่าการดูตัวเลขทางการเงินไม่กี่ตัว


    การที่ CEO ไม่ค่อยได้รับการประเมินอย่างจริงจังไปจนถึงไม่ได้รับการประเมินเลย ทำให้นับวันพฤติกรรมการบริหารของ CEO จำนวนไม่น้อยเหินห่างจากความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ใช้อารมณ์ความรู้สึกหรือความต้องการส่วนตัวมากขึ้น และเผด็จอำนาจมากขึ้น ยิ่งในสังคมไทยที่ริ้วรอยความสัมพันธ์แบบเจ้าขุนมูลนาย และแบบข้าเก่าเต่าเลี้ยงยังดำรงอยู่ ประกอบกับในองค์กรถ้ามีผู้บริหารหรือพนักงานที่พร้อมจะประจบเอาใจผู้มีอำนาจด้วยแล้ว โอกาสที่ CEO จะได้รับข้อมูลข่าวสารที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนหรือส่วนที่ยังขาดตกบกพร่องในการบริหารงานที่เป็นจริงของตนก็ยิ่งมีน้อยลงไปอีก ภาวะการนำและภาวการณ์เช่นว่านี้ดำรงอยู่มากเท่าไร อันตรายที่จะเกิดต่ออนาคตและความก้าวหน้าขององค์กรก็มีความเป็นไปได้มากเท่านั้น

    Stephen P. Kaufman อดีต CEO ของ Arrow Electronics ปัจจุบันเป็นกรรมการบริษัทมหาชน 6 บริษัทและบริษัทเอกชนอีก 4 บริษัท รวมทั้งเป็นผู้บรรยายอาวุโสของ Harvard Business School ในบอสตัน เล่าถึงความประหลาดใจของเขาที่ถูกประเมินเมื่อแรกก้าวขึ้นเป็น CEO ของบริษัทในข้อเขียนเรื่อง “Evaluating the CEO” ตีพิมพ์ในนิตยสาร Harvard Business Review ฉบับล่าสุดที่กำลังวางแผงอยู่เวลานี้ (October 2008) ว่า ประธานคณะกรรมการค่าตอบแทนได้เข้ามาที่ห้องทำงานของเขา กล่าวแสดงความยินดีและขอบคุณที่เขาทำให้บริษัทมีผลกำไร และบอกเขาถึงค่าตอบแทนที่จะได้รับพร้อมกับยื่นซองที่แจกแจงรายละเอียดของค่าตอบแทน ก่อนจะขอตัวจากไป ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที และไม่ได้นั่งลงเลยด้วยซ้ำ!

    Kaufman บอกว่า การประเมินผลงานเช่นนี้ แตกต่างอย่างมากจากสิ่งที่เขากระทำกับผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา และสิ่งที่เขาเคยได้รับมาตลอดเวลาของการเป็นผู้บริหารก่อนก้าวขึ้นเป็น CEO กล่าวคือ การประเมินจะต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง และผลงานจะต้องได้รับการประเมินในหลายมิติ ระหว่างนั้นผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาจะร่วมกันค้นหาจุดอ่อนข้อบกพร่องในการบริหารงาน และผู้บังคับบัญชาจะช่วยแนะนำการแก้ไขให้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น แต่กระบวนการเหล่านี้กลับหายไปหมดสำหรับ CEO เพราะเมื่อขึ้นมาเป็น CEO เขาจะถูกประเมินจากตัวเลขทางการเงินเพียง 3-4 ตัวเท่านั้นเอง

    การที่ CEO ไม่ต้องรับการประเมินอย่างละเอียดเป็นเพราะแนวคิดที่ว่า CEO ควรมีอิสระในการตัดสินใจบริหารงานตามแนวที่ตนเลือก อย่างไรก็ดี Kaufman เห็นว่าการอ้างเอาความมีอิสระของ CEO มาจำกัดการบริหารผลการปฏิบัติงานของ CEO ให้เหลือเพียงการวัดผลทางการเงินนั้นไม่น่าจะมีเหตุผลเท่าใดนัก เพราะถ้า CEO ตัดสินใจผิดพลาด เขาก็จะดึงให้บริษัทล้มลงไปกับเขาด้วย คณะกรรมการบริษัทซึ่งต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นด้วยการทำให้ผู้ถือหุ้นมั่นใจว่าบริษัทกำลังถูกนำพาไปในทิศทางที่ดีจึงจำเป็นต้องสนใจและมองให้เห็นปัญหาที่เกิดจากการทำงานของ CEO ให้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยให้ถึงเวลาที่ต้องปลด CEO ออก นั่นย่อมหมายถึงความเสียหายได้เกิดขึ้นกับบริษัทเรียบร้อยแล้ว

    เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เช่นว่านี้ Kaufman ซึ่งเป็น CEO ที่ Arrow Electronics ถึง 14 ปีจึงร่วมมือกับผู้บริหารของเขาปรับปรุงกระบวนการประเมินผลงาน CEO ใหม่ โดยให้กรรมการอิสระของบริษัทประเมินผลงานของเขาในฐานะ CEO ด้วยการเข้ามาสังเกตการณ์ในบริษัทโดยตรง และพูดคุยกับผู้บริหารระดับต่างๆ หลายระดับเพื่อหาข้อมูลการบริหารงานของตัวเขาเอง วิธีการนี้ Kaufman เปิดเผยว่าเขาไม่ใช่คนแรกที่คิดขึ้นมา เขาศึกษามาจาก Jack Welch อดีตประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท General Electric อีกทีหนึ่ง วิธีนี้ช่วยให้กรรมการอิสระสามารถสืบพบปัญหาที่ CEO อาจไม่ได้สังเกตเห็นเพื่อหาทางช่วยเหลือ CEO ก่อนที่ปัญหาจะบานปลายมากขึ้นไปอีก

    กระบวนการประเมินผลงาน CEO แบบใหม่ที่ Arrow Electronics นี้ เริ่มจากทุกปีระหว่างกลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ กรรมการอิสระแต่ละคนจะนัดพบผู้บริหารอีก 3 คน โดยแยกพบทีละคนเพื่อสนทนาในหัวข้อที่ประธานคณะกรรมการค่าตอบแทนกำหนดไว้ให้ การสนทนาจะมีรูปแบบไว้แล้วโดยมุ่งไปที่เรื่องกลยุทธ์ของบริษัท วัฒนธรรมองค์กร ฐานะที่แข่งขันได้ในตลาด และการปฏิบัติการของบริษัท ซึ่งทั้งหมดนี้คือตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานของ CEO และเนื่องจากที่ Arrow Electronics มีกรรมการอิสระ 6 คน ดังนั้นในทุกๆ ปีจึงมีผู้บริหารให้ความคิดเห็นต่อการทำงานของ CEO ถึง 18 คน และกรรมการอิสระคนไหนจะได้พบกับผู้บริหารคนไหนนั้น CEO ไม่มีส่วนในการเข้าไปกำหนดทั้งสิ้น

    เมื่อขั้นตอนการสนทนาระหว่างกรรมการอิสระกับผู้บริหารเสร็จสิ้นลงแล้ว คืนใดคืนหนึ่งก่อนการประชุมคณะกรรมการบริษัทที่จะมีขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ กรรมการอิสระทั้งหมดจะใช้เวลาอาหารค่ำอันยาวนานร่วมกันแลกเปลี่ยนสิ่งที่แต่ละคนพบและเข้าใจจากการสนทนากับผู้บริหาร และเมื่อมีกรรมการอิสระตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปพูดถึงเรื่องที่เหมือนๆ กัน ประธานคณะกรรมการค่าตอบแทนก็จะจดประเด็นนั้นๆ ไว้เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการค่าตอบแทนในวันรุ่งขึ้น ซึ่งคณะกรรมการค่าตอบแทนก็จะร่วมกันถกในประเด็นต่างๆ ดังกล่าวเพื่อกลั่นความคิดหลักๆ ที่มีต่อการบริหารงานของ CEO ออกมาโดยแยกการพิจารณาออกเป็นมิติต่างๆ 5 มิติด้วยกันคือ:

    1. ภาวะผู้นำ (Leadership) โดยพิจารณาว่า CEO สามารถกระตุ้นและปลุกเร้าผลักดันองค์กรได้มากน้อยเพียงไร วัฒนธรรมของบริษัททำให้พันธกิจและค่านิยมของบริษัทเข้มแข็งขึ้นหรือไม่
    2. กลยุทธ์ (Strategy) โดยพิจารณาว่ามีประสิทธิผลและประสบผลสำเร็จไหม บริษัทสนับสนุนและดำเนินงานไปตามกลยุทธที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพไหม
    3. การบริหารคน (People Management) โดยพิจารณาว่า CEO บรรจุคนเหมาะสมกับงานไหม มีกลุ่มบุคคลที่เหมาะสมเพื่อสืบทอดตำแหน่งและรองรับความเจริญเติบโตของบริษัทไหม
    4. การปฏิบัติการ (Operating Metrics) โดยพิจารณาว่าการขาย ผลกำไร ประสิทธิภาพการผลิต การใช้สินทรัพย์ คุณภาพ และความพึงพอใจของลูกค้าดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่
    5. ความสัมพันธ์กับภาคสังคมภายนอก (Relations with External Constituencies) โดยพิจารณาว่า CEO เข้ากับลูกค้า คู่ค้าผู้ส่งมอบวัตถุดิบและบริการ ตลอดรวมถึงผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ได้ดีเพียงไร

    การประเมิน CEO ในมิติทั้งห้านี้ คณะกรรมการค่าตอบแทนจะพิจารณาประกอบการประเมินผลตัวเองของ CEO ในห้ามิตินี้เช่นกันซึ่งCEO ประเมินและส่งมาให้ก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมของทุกปี ผลการประเมินของคณะกรรมการค่าตอบแทนจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการอิสระอีกครั้ง จากนั้นคณะกรรมการบริษัทก็จะสรุปการประเมินผลงานของ CEO และลงมติอนุมัติเงินรางวัลหรือค่าตอบแทนที่ CEO จะได้รับเพื่อให้ประธานคณะกรรมการค่าตอบแทนและประธานคณะกรรมการจัดการนำไปถ่ายทอดให้ CEO ทราบซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเพื่อให้ CEO ทำความเข้าใจรายละเอียดของการประเมินผลการบริหารงาน และจดบันทึกความเข้าใจต่างๆ จากนั้นอีกประมาณ 1 สัปดาห์ CEO จะต้องส่งบันทึกความเข้าใจในประเด็นหลักๆ ที่เข้าใจและตกลงร่วมกันกลับมาให้ประธานคณะกรรมการค่าตอบแทนเพื่อให้มั่นใจว่าคณะกรรมการบริษัทกับ CEO มีความเข้าใจในเรื่องสำคัญๆ ตรงกัน

    กระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของ CEO ที่ Kaufman นำมาใช้ที่ Arrow Electrics นี้ ผลสำเร็จขึ้นอย่างมากกับความสามารถของกรรมการอิสระในการสนทนากับผู้บริหารเพื่อสืบค้นให้เห็นถึงปัญหาที่ CEO มองไม่เห็น เป็นกระบวนการประเมินผลที่จะช่วยให้ CEO ได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้นำมือชีพที่ดีขึ้น และช่วยบริษัทในระยะยาวให้ไม่ต้องตกอยู่ในกับดักของตัวเลขทางการเงินแต่เพียงอย่างเดียว

    อย่างไรก็ดี การประเมินผลการปฏิบัติงานของ CEO ใน 5 มิตินี้ กล่าวสำหรับประเทศไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยแล้ว ในมิติของการประเมินการบริหารคนของ CEO ยังควรต้องเพิ่มเนื้อหาการประเมินความสามารถของ CEO ในการบริหารให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทแม่มาสู่ผู้บริหารและพนักงานไทย รวมทั้งความสามารถในการกระตุ้นและสนับสนุนให้คนไทยรู้จักคิดค้นและสร้างนวัตกรรมนอกเหนือไปจากการเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีจากบริษัทแม่แต่เพียงอย่างเดียว เพราะนี่คือพื้นฐานอันสำคัญที่จะพัฒนาคนของเราให้สามารถลุกขึ้นยืนได้อย่างอิสระพอสมควรในโลกของการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่เราตกเป็นเบี้ยล่างเสมอมา

    ที่กล่าวมานี้จะทำได้หรือไม่ ก็อยู่ที่สำนึกของบรรดานายทุนไทยที่ไปร่วมทุนกับต่างชาติว่าจะสนใจพัฒนาบุคลากรในบ้านเกิดเมืองนอนของตนให้ก้าวหน้าขึ้น หรือจะพอใจแต่เพียงความก้าวหน้าของตัวเลขทางการเงินที่ CEO ต่างชาติมาทำให้

    28 กันยายน 2551

    (ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนกันยายน 2551)



    Saturday, 2 August 2008

    โฉมควรจักฝากฟ้า ฤๅดิน ดีฤๅ

    วรรณกรรมฉบับการบริหารการเมือง
    โฉมควรจักฝากฟ้า ฤๅดิน ดีฤๅ

    ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
    ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
    roichaksaam@gmail.com

    นายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) มหาดเล็กในกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ได้แต่งนิราศเมื่อคราวตามเสด็จกรมพระราชวังบวรฯ ไปรับทัพพม่าที่ยกมาตีเมืองถลางและชุมพรเมื่อพศ. 2352 หรือราวต้นสมัยรัชกาลที่ 2 ซี่งต่อมารู้จักกันดีในชื่อ “นิราศนรินทร์” อันถือเป็นนิราศชั้นครูที่มีความงดงามเชิงภาษาเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์วรรณคดีไทย ความตอนหนึ่งของนิราศมีว่า


    ถ้อยคำออดอ้อนรำพึงรำพันของนายนรินทร์ธิเบศร์ที่ต้องจากนางอันเป็นที่รัก และคิดไม่ตกว่าจะฝากนางผู้เลอโฉมนี้ไว้กับใครดี จะแขวนนางไว้กับกิ่งฟ้า ก็ไม่มีกิ่งฟ้ายื่นลงมาให้แขวน จะฝากฟ้าฝากดินหรือ ก็เกรงว่าผู้เป็นใหญ่แห่งฟ้าและดินจะลักลอบมากล้ำกราย ครั้นจะฝากลม ก็เกรงลมจะพัดพาลอยขึ้นบนไปทำให้เนื้อตัวของนางอันแสนหวงสุดหวงถูกโลมไล้ชอกช้ำด้วยแรงลม ครั้นจะฝากนางไว้กับพระอุมาและพระลักษมีเล่า ก็เกรงว่าหากความทราบถึงพระอิศวรกับพระวิษณุ นางก็ต้องถูกพระอิศวรกับพระวิษณุเข้ามาเกลือกใกล้ สุดท้ายผู้ประพันธ์สรุปว่า ตนได้คิดทบทวนทั่วทั้งสามโลกแล้วเห็นว่า ควรฝากนางอันเป็นที่รักไว้กับใจของนางเองจะดีกว่าฝากไว้กับใครทั้งปวง

    ที่นำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพราะผลพวงแห่งวรรณกรรมทางการเมืองที่คนในสังคมนี้ได้ร่วมกันรังสรรค์ขึ้นนับแต่การก่อตัวขึ้นของระบอบทักษิณ ที่นำไปสู่การต่อสู้ระหว่างกลุ่มที่ต่อต้านระบอบทักษิณกับกลุ่มที่สนับสนุนระบอบทักษิณ ซึ่งดำเนินและพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งแตกแยกที่ขยายตัวรุนแรงและร้าวลึกที่สุดในประวัติศาสตร์สังคมไทย นอกจากจะสร้างความปริวิตกต่ออนาคตของสถานการณ์ที่ผู้หวังดีต่อชาติบ้านเมืองหลายฝ่ายออกมาแสดงความห่วงใยและแนะนำทางออกที่ดูเหมือนแทบจะตีบตันไร้หนทางแล้ว ยังมีการจุดประกายความหวังไว้กับสถาบันตุลาการว่าน่าจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่สามารถกอบกู้วิกฤตครั้งนี้ได้

    กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สังคมกำลังฝากการแก้ไขวิกฤตการเมืองครั้งนี้ไว้กับสถาบันตุลาการนั่นเอง

    “บริหารนอกตำรา” ฉบับเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้เคยวิเคราะห์และเสนอทางออกต่อความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ไว้ภายใต้หัวข้อ “คนไทยจะบริหารความขัดแย้งทางการเมืองวันนี้กันอย่างไร?” ความโดยสรุปคือ

    ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปะทุรุนแรงขึ้นอีกครั้งในวันนี้ หากบริหารความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ดี ผลที่ตามมาจะไม่ใช่เหตุการณ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่จะย้อนหลังลึกลงไปจนถึงเหตุการณ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เลยทีเดียว!

    ที่กล่าวเช่นนี้เพราะความขัดแย้งในวันนี้เกิดขึ้นท่ามกลาง ลักษณะพิเศษและสภาพแวดล้อมเฉพาะ (บริบท หรือ context) หลายประการที่มีทั้งเหมือนและไม่เหมือนกับเหตุการณ์ความขัดแย้งใหญ่ๆ ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต

    ลักษณะพิเศษและสภาพแวดล้อมเฉพาะของความขัดแย้งทางการเมืองวันนี้ อาจประมวลได้ 5 ประการด้วยกันคือ

    ประการแรก: ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นในภาวการณ์ที่สังคมเกิดความแตกแยกร้าวลึก ฝ่ายประชาชนไม่เป็นเอกภาพ แม้ผู้ที่เคยร่วมมือกันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในหมู่ประชาชนก็แตกแยกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย คู่ความขัดแย้งที่มีบทบาทสำคัญต่อความเป็นไปของสถานการณ์ไม่ได้อยู่ในสภา แต่อยู่นอกสภาและอยู่บนท้องถนน ข้อที่น่าเป็นห่วงคือทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันต่างไม่มีท่าทีจะรอมชอมเพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายพอรับได้ และที่เป็นผลดีต่อการประคับประคองให้ระบอบประชาธิปไตยที่ต่างก็อ้างว่าทำเพื่อรักษาระบอบนี้ให้สามารถฟันฝ่าวิกฤตออกไป ซ้ำร้ายกว่านั้นรัฐบาลยังปัดความรับผิดชอบ ออกมาซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยการปลุกระดมมวลชนมาชักธงรบกับฝ่ายตรงข้ามกับตน ภาพที่ออกมาจึงเป็นภาพการต่อสู้หักล้างอย่างไม่ลดราวาศอกและการระดมมวลชนที่สนับสนุนตนมากดให้อีกฝ่ายยอมรับ

    ประการที่สอง: ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นในภาวการณ์ที่สถาบันทหารมีความพร้อมและสามารถอาศัยความขัดแย้งในหมู่ประชาชนกลับมาก่อรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง แม้ความพยายามเปลี่ยนขั้วอำนาจในกองทัพจะเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ แต่จนบัดนี้อำนาจในกองทัพส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกลุ่ม คมช.เดิม ฤดูกาลโยกย้ายทหารที่จะมาถึงอาจเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ที่คาดว่าจะสูญเสียอำนาจไม่ว่าจะอยู่ในขั้วใด ตัดสินใจอาศัยสถานการณ์ความขัดแย้งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญบวกกับความแตกแยกในหมู่ประชาชนที่หากขยายตัวบานปลาย ก่อรัฐประหารใหม่อีกครั้งหนึ่ง การรัฐประหารครั้งใหม่นี้หากเกิดขึ้น ฝ่ายก่อรัฐประหาร คงต้องสรุปบทเรียนจากครั้งที่แล้วที่ถูกสังคมหยามหยันว่าเป็นรัฐประหารที่ไร้ฝีมือที่สุดในแง่ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เป็นข้ออ้างในการก่อรัฐประหารให้สำเร็จลุล่วงไปได้แม้สักข้อเดียว และด้วยเหตุนี้การรัฐประหารที่หากเกิดขึ้น ก็จะเผด็จอำนาจ และในทางจิตวิทยาอาจมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

    ประการที่สาม: ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นในภาวการณ์ที่สังคมขาดผู้มีบารมีที่พอจะพูดให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่หวังดีต่อบ้านเมืองอย่างราษฎรอาสุโสหรือคณะแพทย์อาวุโส ประธานองคมนตรี หรือแม้แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ที่เคยมีบทบาทแก้ไขวิกฤตทางการเมืองมาแล้วในสมัยพฤษภาทมิฬ ปัจจุบันก็ถูกคนส่วนหนึ่งลบหลู่อย่างเปิดเผยและอย่างไม่คณนา สังคมที่เกิดความขัดแย้ง ที่พร้อมจะใช้ความรุนแรง และที่ไม่มีใครฟังใครเช่นนี้ ย่อมมีอันตรายที่จะเกิดการจลาจลขนานใหญ่และนำไปสู่วัฒนธรรมใหม่ที่ต่ำทรามกว่า ที่สายใยแห่งความปรองดอง ความเอื้ออาทร และการเปิดใจรับความคิดเห็นที่ปรารถนาดี รวมทั้งการเคารพผู้อาวุโสกว่าถูกทึ้งทำลาย และแทนที่ด้วยความยะโสโอหังและความรู้สึกหยาบๆ ที่มุ่งแต่จะเอาชนะเพียงอย่างเดียว

    ประการที่สี่: ความขัดแย้งครั้งนี้มีความพยายามกลับไปใช้วิธีการเดิมๆ มาโจมตีซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันคนบางคนที่ทำตัวเหมือน “โซ่ข้อผุ” ก็ออกมาซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยการปลุกระดมให้สังคมเข้าใจไปว่าปัจจุบันมีขบวนการจ้องล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า สถานีวิทยุบางแห่งเริ่มออกมาปลุกระดมให้ผู้ฟังเกิดความเครียดแค้นชิงชังไม่ต่างจากการปลุกระดมของสถานีวิทยุยานเกราะสมัยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม สังคมทุกวันนี้จึงอ่อนไหวเปราะบางและพร้อมจะทำอะไรตามอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าการวินิจพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล

    ประการที่ห้า: สถาบันพรรคการเมืองไม่เคยเป็นที่พึ่งของสังคมได้เลยในยามบ้านเมืองเกิดวิกฤตหรือเกิดการรัฐประหาร นอกจากจะมีนักการเมืองบางท่านบางสมัยที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยกระทั่งตนเองต้องถูกจับกุมคุมขังหรือถูกประหารชีวิตแล้ว ในประวัติศาสตร์ของระบอบรัฐสภาไทย ยังไม่เคยปรากฏมีพรรคการเมืองใดแสดงบทบาทในฐานะพรรคการเมืองคุณภาพที่สามารถเป็นที่พึ่งให้สังคมปกป้องระบอบประชาธิปไตยในภาวะที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในภาวะที่มีการก่อรัฐประหาร

    เบื้องหน้าลักษณะพิเศษและสภาพแวดล้อมเฉพาะทั้งห้าประการดังกล่าวข้างต้น “บริหารนอกตำรา” ได้เสนอการบริหารความขัดแย้งที่น่าจะเป็นทางออกที่ดีไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมดังนี้

    ประการแรก คู่ความขัดแย้งทุกฝ่ายหากมีวัตถุประสงค์จะต่อสู้เพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยจริงๆ แล้ว จะต้องบริหารความขัดแย้งนี้ไม่ให้นำไปสู่สถานการณ์หรือเงื่อนไขที่กลับมาทำลายระบอบประชาธิปไตยที่ต่างอ้างว่าตนกำลังปกป้องอยู่ เช่น ไม่ปลุกระดมมวลชนให้มาชนกันเองซึ่งง่ายที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายไปสู่การจลาจลบนท้องถนน อันเป็นเงื่อนไขให้ทหารออกมาก่อรัฐประหาร ล้มสภาและเลิกใช้รัฐธรรมนูญอีก

    ประการต่อมา คนไทยไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนต้องทำความเข้าใจและยอมรับให้ได้ว่า ความแตกต่างทางความคิดนั้นเป็นปกติวิสัยของระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่คิดต่างจากเราไม่ใช่ศัตรูของเรา และด้วยเหตุนี้จึงไม่จำเป็นต้องทำตามผู้ที่ปลุกระดมให้คนมาทำร้ายกัน คนไทยไม่จำเป็นต้องฆ่ากันเพียงเพราะความคิดเห็น ความเชื่อ ค่านิยม หรือกระทั่งอุดมการแตกต่างกัน กาลเวลาและสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางกาลเวลาเท่านั้นจะบอกกับผู้คนว่าอะไรถูกอะไรผิด

    ประการสุดท้าย รัฐบาลถ้ายังคิดว่าตนเป็นตัวแทนที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกเข้ามาให้บริหารประเทศนี้ ควรทบทวนความคิดของตนอีกครั้งในยามที่การริเริ่มให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังนำสังคมทั้งสังคมไปสู่ความตึงเครียดทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อไปถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ ความสงบสันติภายในชาติ และภาพลักษณ์ต่อต่างชาติ ความจริงแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเสนอให้ถูกที่ถูกทางและถูกกาลเวลา จะไม่มีฝ่ายใดออกมาคัดค้านเลย เพราะต่างก็มองเห็นจุดที่ยังควรต้องปรับปรุงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มากก็น้อย ยิ่งสังคมส่วนหนึ่งเกิดความเคลือบแคลงใจว่ารัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตนเองและฟอกผิดให้กับคนบางคน ถ้ารัฐบาลไม่มีเจตนาอย่างที่เขาสงสัยก็น่าจะรีบยุติเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำให้ได้ในวันนี้ ยืดเวลาออกไปอีกระยะก็ไม่ทำให้ประเทศชาติต้องเสียหาย ตรงข้ามหากฝ่ายรัฐบาลยังดึงดันด้วยทิษฐิ ก็ยิ่งตอกย้ำความสงสัยของสังคม การดำรงอยู่อย่างชอบธรรมของรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกเข้ามาและโอกาสที่จะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังรุมเร้าประเทศชาติอยู่ในขณะนี้ให้สมกับที่ประชาชนส่วนใหญ่ไว้วางใจก็อาจหมดไป ความชอบธรรมทางการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะกลายเป็นความไม่ชอบธรรมในการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลในที่สุด

    ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาโดยสรุปที่เสนอไว้ในเดือนพฤษภาคม แต่จากเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม ภายในระยะเวลา 2-3 เดือนนี้ ความขัดแย้งไม่เพียงไม่ได้รับการแก้ไข หากกลับยิ่งทวีความรุนแรง ในรัฐสภา รัฐบาลและพรรคพลังประชาชนยังเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงจากสังคม นอกรัฐสภาหรือบนท้องถนน รูปแบบและวิธีการต่อสู้ พฤติกรรมของฝูงชน ตลอดจนสำนึกรับผิดชอบของแกนนำการต่อสู้บางคนเริ่มไร้กติกา และเหินห่างจิตวิญญาณประชาธิปไตยมากขึ้น อนาธิปไตยมากขึ้น และอนารยะมากขึ้น

    รูปแบบการต่อสู้ที่ไม่เคารพกติกาและละเมิดสิทธิประชาชน เช่นการด่าทอไม่ยอมรับคำสั่งศาล การประท้วงหน้าตึก ปิดล้อมทางเข้าออกและขอตรวจบัตรผู้คนที่ทำงานอยู่บนตึกที่แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่มีสิทธิทำเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของฝ่ายใด สังคมก็ไม่อาจยอมรับได้ว่าเป็นวิธีการต่อสู้ของฝ่ายประชาชนที่รักประชาธิปไตย เช่นเดียวกับการยกพวกปิดล้อมโรงแรมหรือที่ชุมนุมที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังเปิดประชุมหรือปราศรัย กระทั่งการเข้ากลุ้มรุมทำร้ายฝ่ายตรงข้ามกับตนอย่างบ้าคลั่งป่าเถื่อนไม่ต่างกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคมที่เพิ่งเกิดขึ้นที่อุดรธานีโดยกลุ่มคนรักอุดร ตลอดจนการปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับมวลชนที่ตนปลุกระดมขึ้นมาของแกนนำบางคน ล้วนชักพาสถานการณ์ให้เหินห่างประชาธิปไตย เข้าใกล้อนาธิปไตย และอนารยะมากขึ้น ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ การต่อสู้ภาคประชาชนในปัจจุบันเลือกที่จะต่อสู้อย่างถูกกฎหมาย และเมื่อจะต่อสู้อย่างถูกกฎหมายก็ต้องเคารพกติกาบ้านเมืองตามสมควร มิใช่ใช้รูปแบบการต่อสู้ของพรรคปฏิวัติใต้ดินที่มีกองทหารและมีมวลชนในจัดตั้งเข้มแข็งรัดกุมเพียงพอที่จะปฏิเสธอำนาจรัฐและไม่สนใจกฎหมายของบ้านเมือง


    เบื้องหน้าวิกฤตความขัดแย้งวันนี้ หากพันธมิตรฯ และกลุ่มที่ต่อต้านพันธมิตรฯ ไม่หันกลับมาตั้งสติ ทบทวนท่าทีและวิธีการต่อสู้ของตนเองใหม่ สังคมก็จะถลำลึกลงสู่ระบอบอนาธิปไตยเร็วยิ่งขึ้น ผู้คนในสังคมจะยิ่งลุแก่อารมณ์และพร้อมจะเข่นฆ่ากันเหมือนการฆ่าฟันของคนป่าต่างเผ่า เหมือนบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ไร้ขื่อแป เพราะเจ้าหน้าที่บ้านเมืองบ่อยครั้งก็สมรู้กับฝ่ายหนึ่งให้ทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง และเพราะแกนนำการต่อสู้ทั้งสองฝ่ายไม่มีศักยภาพพอที่จะควบคุมฝูงชนที่เต็มไปด้วยอารมณ์ได้ และเมื่อถึงตอนนั้นสถาบันตุลาการที่สังคมกำลังฝากความหวังไว้ ก็จะไม่มีใครฟังและไม่ได้รับการยอมรับ ท้ายสุดแล้วรถถังและปืนจะออกมาอย่างเผด็จอำนาจยิ่งกว่าทุกครั้ง และจากนั้นการก่อการร้ายในเมืองที่ต่อต้านรถถังและปืนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ได้ปล่อยให้ความขัดแย้งพัฒนามาถึงจุดที่จะให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นแล้ว

    การแก้ไขวิกฤตการเมืองที่หนักหน่วงรุนแรงครั้งนี้ ประชาชนเราจึงไม่อาจฝากความหวังไว้กับศาล และไม่อาจฝากความหวังไว้กับใคร นอกจากฝากไว้กับฝ่ายประชาชน ฝากไว้กับ “ประชาชน” ทั้งสองฝ่ายที่กำลังสร้างวรรณกรรมการเมืองกันอยู่ในเวลานี้ ที่ต้องตั้งสติและบริหารความขัดแย้งไม่ให้บานปลายออกไปทำลายระบอบประชาธิปไตยที่ต่างอ้างถึง ทั้งนี้เพราะความอยู่รอดของระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่อาจฝากไว้กับใครได้ นอกจากฝากไว้กับประชาชน ฝากไว้กับตัวประชาชนในระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้นๆ นั่นเอง

    “โฉมฝากใจแม่ได้ ยิ่งด้วย ใครครอง”



    29 กรกฎาคม 2551
    (ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนกรกฎาคม 2551)