ชนแล้วเรียกประกัน... แค่นั้นหรือ?
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com
ข้าพเจ้ามีความหลังอันเจ็บปวดจากพฤติกรรมการขับขี่รถที่ขาดความรับผิดชอบของผู้ร่วมใช้ถนนในเมืองไทยเป็นอย่างมาก
เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 ภรรยานั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์รับจ้างเพียงเพื่อให้พาข้ามฟากถนนไปส่งยังบ้านซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ถูกรถเก๋งคันหนึ่งพุ่งเข้าชนท้ายรถจักรยานยนต์จนกระเด็นตกจากรถและเสียชีวิตทันที คนขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นเยาวชนและไม่มีใบขับขี่ คนขับรถเก๋งที่มาชนเป็นผู้ใหญ่ รถไม่มีประกันภาคสมัครใจ ทั้งคู่ยอมรับผิดหลังจากที่พยายามโยนความผิดให้กันและกันอยู่เป็นเวลานาน ศาลคดีเด็กและเยาวชนพิพากษาให้รอลงอาญาเด็กขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง 2 ปี และให้คุมประพฤติไว้ตลอดระยะเวลาที่รอลงอาญา ส่วนศาลจังหวัดพิพากษารอลงอาญาผู้ใหญ่ที่ขับรถเก๋ง 2 ปี เช่นกัน แต่ไม่มีคำสั่งอย่างอื่นเพิ่มเติม
ศาลได้กรุณาถามข้าพเจ้าในฐานะผู้เสียหายว่ามีความเห็นอย่างไร ศาลอนุญาตให้แสดงความเห็นได้ เพราะศาลเป็นประชาธิปไตยพอ ข้าพเจ้าตอบว่า
“ด้วยความเคารพในคำพิพากษา เมื่อศาลอนุญาตให้แสดงความคิดเห็น ข้าพเจ้าก็ขอแสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาล”
ข้าพเจ้าอธิบายว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนศาลคดีเด็กและเยาวชนพิพากษารอการลงอาญาและคุมประพฤติจำเลยที่เป็นเยาวชนไว้ 2 ปี แต่วันนี้ในคดีความผิดที่ร่วมกันกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลกลับพิพากษาจำเลยซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วเพียงรอการลงอาญา 2 ปี ทั้งที่จำเลยเป็นผู้ใหญ่น่าจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าเด็ก ข้าพเจ้าพูดต่ออีกว่า ในฐานะของจำเลยที่ขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเช่นนี้ จำเลยย่อมต้องมีความรับผิดชอบสองสถาน หนึ่งคือรับผิดชอบต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และสองคือรับผิดชอบต่อสังคม ในความรับผิดชอบส่วนที่หนึ่งนั้น ข้าพเจ้าและญาติพี่น้องของภรรยาที่เสียชีวิตไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งและอโหสิกรรมให้จำเลยทั้งสอง แต่ในความรับผิดชอบต่อสังคม ข้าพเจ้าได้เรียกร้องต่อศาลก่อนจะมีคำพิพากษาแล้วว่าต้องการให้จำเลยบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม จะไปสอนหนังสือเด็ก ช่วยเหลือผู้พิการ หรือไปช่วยพระสงฆ์กวาดลานวัดที่ไหนก็ได้ และให้จำเลยไปอบรมหลักสูตร “Defensive Driving” (การขับรถอย่างปลอดภัย) ที่วิทยากรจากบริษัทเชลล์ (แห่งประเทศไทย) เป็นผู้จัด เพื่อที่จำเลยจะได้เรียนรู้ทักษะการขับรถที่ปลอดภัยและมีพฤติกรรมการขับรถที่ไม่ประมาท ไม่กลับมาสร้างความเดือดร้อนให้สังคมอีก แต่จำเลยปฏิเสธอ้างว่าไม่สะดวกที่จะไปเรียนขับรถและไม่ใช่ผู้ร้ายที่ต้องไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ข้าพเจ้าจึงผิดหวังที่จำเลยขับรถชนคนตาย แต่ไม่คิดจะทำอะไรเพื่อเป็นการไถ่บาป และยิ่งผิดหวังที่ศาลไม่สั่งให้จำเลยทำในสิ่งที่ข้าพเจ้าร้องขอ ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคำพิพากษาของศาลคดีเด็กและเยาวชนแล้ว ยิ่งทำให้สงสัยว่าทำไมศาลจึงใช้บรรทัดฐานที่ต่างกันในคดีเหมือนๆ กัน
ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคงจะไม่มีใครกี่คนนักที่ได้รับโอกาสจากศาลให้แสดงความคิดเห็นต่อคำพิพากษา ซึ่งนับว่าผู้พิพากษาท่านนี้มีจิตใจประชาธิปไตยที่ควรยกย่อง แม้คำพูดของข้าพเจ้าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ แต่สิ่งที่น่ายินดีคือ หลังจาก พ.ศ.2545 เป็นต้นมา ไม่ต้องเป็นคดีขับรถชนคนตาย แม้เพียงคดีเมาแล้วขับ ศาลก็สั่งให้จำเลยไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมแทบทุกคดี นี่คือความหลังอันเจ็บปวดที่สุดครั้งแรกจากการขับรถอย่างไม่รับผิดชอบของคนในสังคม
จากนั้นไม่กี่เดือน ขณะขับรถไปทำบุญตักบาตรให้ภรรยาที่วัดใกล้บ้าน
รถข้าพเจ้าถูกรถ เอส.ยู.วี. คันหนึ่งเบียดกระจกมองข้างขวาได้รับความเสียหาย คนขับรถเอส.ยู.วี. ไม่ยอมหยุดรถลงมาเจรจา บังเอิญมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้กรุณาช่วยขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามให้หยุด คนขับรถซึ่งแต่งตัวดี ท่าทางเป็นผู้มีการศึกษาสูงปฏิเสธว่าเขาไม่ได้เบียดรถข้าพเจ้า เขาคิดว่าข้าพเจ้าเบียดเขามากกว่า ในที่สุดเมื่อเขาไม่ยอมรับ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็บอกว่าต้องไปโรงพักแล้วส่งรถไปพิสูจน์ร่องรอยสีว่าใครชนใครซึ่งต้องใช้เวลาอีกนับเป็นสัปดาห์กว่าจะรู้ผล สุดท้ายเจ้าหน้าที่ท่านนั้น ก็พูดกับข้าพเจ้าอย่างเห็นอกเห็นใจ (เพราะทราบดีว่าคงไม่มีใครที่ขับรถชนคนอื่นแล้วร้องเรียกให้เจ้าหน้าที่ช่วยตามไล่รถที่ถูกชนมาเจรจา) ว่า
“ไหนๆ พี่ก็ตั้งใจจะไปทำบุญแล้ว คิดเสียว่าทำทานต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน”
ปลายปี 2550 ขณะจอดรถบนลานดินนอกผิวจราจรในเขตอำเภอไทรโยค กาญจนบุรี ปิคอัพคันหนึ่งได้วิ่งตกถนนมาชนรถข้าพเจ้าอย่างแรงแล้ววิ่งต่อไปคว่ำในพงไม้ข้างทาง ในรถข้าพเจ้ามีเด็กเล็กๆ นั่งอยู่ 3 คน โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ คนขับรถปิคอัพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายเล็กที่เมาแทบครองสติไม่ได้ รถไม่มีประกัน ทั้งตัวเองก็ไม่มีปัญญารับผิดชอบค่าเสียหายแม้แต่บาทเดียว ถูกเปรียบเทียบปรับและรอการลงอาญา แต่ข้าพเจ้าต้องออกเงินซ่อมรถตัวเองกว่าสองแสนบาท
ปลายเดือนเมษายนปีนี้ ข้าพเจ้าก็เพิ่งถูกรถ เอส.ยู.วี. เบียดแถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่อีก กระจกมองข้างซ้ายแตก คนขับรถเอส.ยู.วี.แต่งตัวดี ท่าทางมีการศึกษาเหมือนกรณีเอส.ยู.วี.คันก่อน แต่แย่กว่าตรงที่พอชนแล้วแทนที่จะยอมรับกลับมาต่อว่าข้าพเจ้าว่าทำไมขับรถแบบนี้ ทั้งที่รถตนเองวิ่งแซงขึ้นมาและ คล่อมเลน (Lane) เข้ามาเบียดรถข้าพเจ้าที่ขับอยู่ในเลน ข้าพเจ้าพยายามชี้หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ารถเขาวิ่งคล่อมเลนเบียดเข้ามาชนรถข้าพเจ้า เขาก็ไม่ยอมรับ ผลที่สุดต้องไปตัดสินที่โรงพัก ร้อยเวรที่มารับเรื่องพอเห็นภาพถ่ายสีสเปรย์ที่ฉีดตำแหน่งรถที่ชนกันบนพื้นถนนก็ตัดสินทันทีว่าสิทธิในการใช้เส้นทางเป็นของข้าพเจ้า รถเอส.ยู.วี.นั้นมาขอร่วมใช้ทางจะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ กรณีนี้ตอกย้ำให้ข้าพเจ้าเริ่มปักใจว่า คนขับรถแพงๆ แต่งตัวดี ท่าทางมีการศึกษาใช่ว่าจะมีเหตุผลหรือมีหิริโอตตัปปะสมกับภาพภายนอกเสมอไปไม่
จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เล่ามา ไม่นับการถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนที่กระจกมองข้างซ้ายขวาหรือที่กันชนหน้าหลังขณะรถติดแล้วคนชนก็หนีไป ซึ่งท่านผู้อ่านก็คงประสบกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ประกอบกับพฤติกรรมการขับรถในบ้านเราที่นับวันเลวร้ายลง -ใช้ความเร็วปกติมากขึ้น, ขับจี้รถคันหน้ามากขึ้น, เปลี่ยนช่องทางจราจรอย่างไร้วินัยและไร้มารยาทมากขึ้น, แล้งน้ำใจและไม่รู้จักการรอคอย- ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ทำให้คิดว่าเหตุใดบ้านเมืองเราจึงปล่อยให้พฤติกรรมบนท้องถนนเช่นนี้เกิดขึ้นเหมือนเป็นเรื่องปกติ ที่คนดีๆ จำต้องทนยอมรับกับหายนภัยกันเอง
ข้อเขียนนี้มีจุดประสงค์ที่ต้องการให้สังคมหันมาสนใจหาทางยุติภัยบนท้องถนนอันเกิดจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยอย่างจริงจัง โดยขอเสนอแนวคิดเบื้องต้นโดยสังเขปไว้ 3-4 ข้อดังต่อไปนี้
- การบังคับใช้กฎหมายของตำรวจจราจร พฤติกรรมการขับขี่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การใช้ความเร็วเกินกำหนด, การขับรถจี้คันหน้าจนแทบจะชนกัน, การเปลี่ยนช่องทางจราจรไปมาอย่างน่าหวาดเสียว ฯลฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องจับโดยไม่ต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ทุกวันนี้เห็นมีเพียงการตั้งด่านตรวจจับความเร็วเป็นบางจุดกับการตั้งกล้องตรวจจับรถฝ่าไฟแดง แต่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ กลับไม่เคยมีการบังคับใช้กฎหมาย พฤติกรรมการขับขี่รถที่เหมือนแมลงหวี่บินว่อนไปทั้งถนน ขาดวินัยการจราจร จึงปรากฏให้เห็นตลอดทั้งวัน
- การออกกฎหมายเกี่ยวกับการจราจร นอกจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยบางพฤติกรรมที่ควรบัญญัติเพิ่มเข้าไปในกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแล้ว โทษจากการฝ่าฝืนควรจะต้องหนักกว่าที่เป็นอยู่ การที่โทษเบามิหนำยังมีเหตุบรรเทาโทษอีกมากมายอย่างที่คุณประยูร จรรยาวงษ์ นักเขียนการ์ตูนผู้ยิ่งใหญ่ที่จากไปแล้วเคยเขียนการ์ตูนเสียดสีว่า “กฎหมายชราภาพ สารภาพลดครึ่งราคา” นั้น ยิ่งทำให้ผู้ขับขี่ไม่เกรงกลัว ทุกวันนี้ขับรถชนคนตาย ถ้ามีเงินหน่อยก็ไม่ต้องกลัวอะไร ถ้าไม่มีเงิน ยิ่งไม่ต้องกลัวใหญ่เพราะไม่มีอะไรจะให้
- การออกใบอนุญาตขับขี่รถ ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกเป็นผู้รับผิดชอบในการออกใบขับขี่ กระบวนการให้ได้มาซึ่งใบขับขี่นั้นน่าจะต้องปฏิวัติใหม่ให้มีคุณภาพจริงๆ โดยเฉพาะใบขับขี่รถสาธารณะที่ควรต้องเข้มงวดยิ่งกว่ารถส่วนบุคคล แต่ทุกวันนี้ผู้ขับขี่รถสาธารณะกลับมีพฤติกรรมการขับขี่โดยภาพรวมแย่กว่าผู้ขับขี่รถส่วนบุคคล ร้ายยิ่งไปกว่านั้นรถปิคอัพที่บรรทุกแก๊สก็ขับโดยคนที่มีใบอนุญาตขับรถธรรมดา รถสองแถวที่รับผู้โดยสารคนขับจำนวนหนึ่งถือใบสั่งแทนใบขับขี่!
- การให้บริษัทประกันรับผิดชอบ ทุกวันนี้คนขับรถที่มีประกัน ถือคติว่า “ชนแล้วเรียกประกันเป็นอันจบ” ทำให้ความระมัดระวังในการขับขี่ยิ่งน้อยลง สังคมเราถึงเวลาแล้วที่จะถามตัวเองว่า “ชนแล้วเรียกประกัน...แค่นั้นหรือ?” ความเสียหายอื่นอันเกิดจากการถูกรถของบุคคลอื่นมาเฉี่ยวชน เช่น การสูญเสียเวลาทำงานหรือทำธุรกิจ, การผิดนัดหมายที่กระทบถึงโอกาสและผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือผลประโยชน์อื่นใดอันมีสาเหตุมาจากการที่ถูกรถของผู้อื่นมาเฉี่ยวชน กระทั่งการที่ไม่สามารถใช้รถตามปกติในระหว่างนำรถเข้าอู่ซ่อม ต้องไปหยิบยืมรถผู้อื่นหรือเสียเงินเช่ารถมาใช้นั้น ผู้ที่ขับรถชนรถของผู้อื่นไม่ต้องรับผิดชอบกระนั้นหรือ ให้ประกันรับผิดชอบค่าซ่อมก็จบหรือ? ข้าพเจ้าเชื่อว่า ถ้าสังคมเปลี่ยนค่านิยมใหม่ เรียกร้องให้ผู้ขับขี่รถที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่นอกเหนือจากการซ่อมรถที่บริษัทประกันรับหน้าเสื่อไปทำให้แล้ว พฤติกรรมการขับขี่รถบนถนนบ้านเราจะดีกว่านี้มาก
ข้าพเจ้าฝันว่าวันหนึ่งจะมีองค์กรที่ออกมารณรงค์
ให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่รถในเมืองไทย
เช่นเดียวกับการรณรงค์เรื่อง “เมาไม่ขับ”
31 พฤษภาคม 2552
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนเมษายน 2552)








