มาเป็นฝ่ายขวากันเถอะ
ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com
Daniel H.Pink ผู้เขียนหนังสือ A Whole New Mind เสนอว่าโลกกำลังก้าวออกจากยุคข้อมูลข่าวสาร (Information Age) เข้าสู่ยุคแห่งแนวความคิด (Conceptual Age) ธุรกิจของโลกในอนาคตจะตกอยู่ในกำมือของผู้ที่รู้จักใช้สมองซีกขวาเท่านั้น
Pink เริ่มต้นหนังสือของเขาด้วยการอธิบายถึงยุคสมัยหลักๆ ที่เขาแบ่งไว้เป็น 4 ยุค โดยเริ่มจากยุคเกษตรกรรมที่มีเกษตรกรเป็นกำลังสำคัญ ตามมาด้วยยุคอุตสาหกรรมที่มีกรรมกรโรงงาน ยุคข้อมูลข่าวสารที่มีคนทำงานที่ใช้องค์ความรู้ และสุดท้ายคือยุคแห่งแนวความคิดที่มีนักคิดนักสร้างสรรค์เป็นกำลังสำคัญ
ปัจจุบันที่โลกผ่านทิ้งยุคอุตสาหกรรมเก่าที่ไม่โสภานักไว้เบื้องหลัง และก้าวเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารใหม่อันน่าตื่นตาตื่นใจนั้น Pink บอกว่ายุคใหม่อีกยุคหนึ่งซึ่งก็คือยุคแห่งแนวความคิดก็ได้อุบัติขึ้นตรงหน้าแล้ว ในยุคใหม่ล่าสุดนี้ Pink เห็นว่ามีแนวโน้ม 3 ประการที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เขาเรียกแนวโน้มทั้งสามนี้ว่า Abundance, Asia และ Automation
คำถามเหล่านี้ กำลังคุกคามธุรกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาให้ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทำให้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์กลายเป็นความแตกต่างสำคัญที่ทำให้สินค้าสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ ยุคที่เรากำลังเผชิญอยู่ตรงหน้าจึงเป็นยุคแห่งแนวความคิดที่บีบบังคับให้เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดอย่างจริงจัง
ที่ผ่านมาสังคมตะวันตกและสหรัฐอเมริกาได้ฝากความไว้เนื้อเชื่อใจไว้กับทักษะแห่งการวิเคราะห์ของสมองซีกซ้ายมาเป็นเวลาช้านานทั้งในยุคอุตสาหกรรมและยุคข้อมูลข่าวสาร ได้สร้างความร่ำรวยและสิ่งของที่เหลือกินเหลือใช้ให้กับสังคมตะวันตกและสหรัฐอเมริกา แต่ขณะเดียวกันแนวโน้มของ A ทั้งสามตัวดังกล่าวข้างต้นก็กำลังคุกคามพวกเขา ทั้งความมั่งคั่งที่จับต้องได้และมีอยู่มากก็ทำให้พวกเขาหันมาสนใจสิ่งจับต้องไม่ได้ เช่น ความสวยงาม อารมณ์ความรู้สึกและความพึงพอใจ Pink บอกว่าถึงเวลาแล้วที่สมองซีกขวาจะแสดงบทบาทอันสร้างสรรค์ของมัน สมองซีกขวาจะไม่มองเห็นเพียงต้นไม้แต่ละต้นเหมือนสมองซีกซ้ายอีกต่อไป แต่มันจะมองเห็นป่าทั้งป่า สมองซีกขวาจะไม่มองเห็นแต่เพียงใบหน้าเหมือนสมองซีกซ้าย แต่มันจะมองลึกลงไปถึงความรู้สึกของเจ้าของใบหน้านั้น ด้วยเหตุนี้ถ้าเรามี A Whole New Mind (คิดใหม่ทำใหม่ version ฝรั่ง) เราจะสามารถสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ตั้งอยู่บนฐานของความสามารถแห่งการประดิษฐ์คิดค้น การมีอารมณ์ความรู้สึกร่วม และการมองเห็นภาพใหญ่ได้ ซึ่งหมายความว่าเราต้องหันมาให้ความสำคัญกับตัวละครของยุคแห่งแนวความคิด ยุคแห่งการใช้สมองซีกขวาที่ Pink เรียกว่าพวก Creator กับพวก Empathizer เขายังย้ำด้วยว่าเราจำเป็นต้องย้ายน้ำหนักจาก High Tech มาสู่ High Concept และ High Touch สุดท้าย Pink ได้เสนอว่าธุรกิจของโลกตะวันตกและสหรัฐจะเอาชนะภัยคุกคามของ A ทั้งสามตัวและประสบผลสำเร็จในยุคแห่งแนวความคิดได้ก็มีแต่ต้องสร้างความจัดเจนในการใช้สมองซีกขวา 6 ประการที่ Pink เรียกว่า Design, Story, Symphony, Empathy, Play และ Meaning A Whole New Mind ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำกว่าสิบครั้งในตลาดหนังสือของทวีปอเมริกาเหนือ ก่อนจะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในยุโรปและเอเชียเมื่อไม่นานมานี้ ปัจจุบันมีการแปลออกเป็นภาษาต่างๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 12 ภาษา เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อหวังเสนอแง่คิดในการแก้ปัญหาให้ธุรกิจทุนนิยมของประเทศตะวันตกและสหรัฐอเมริกาโดยตรง นักวิจารณ์หนังสือหลายคนวิจารณ์ว่าเป็นหนังสือที่วินิจฉัยปัญหาได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ให้ทางออกในการแก้ปัญหาที่ไม่สมบูรณ์และเพียงพอ บางคนกระทั่งวิจารณ์ว่า หนังสือสัญญาว่าจะให้คฤหาสน์หลังงามแก่เรา แต่พออ่านจบแล้วเป็นเพียงแค่อพาร์ทเม้นท์หลังหนึ่งเท่านั้น
กล่าวในแง่ของคนตะวันออกที่ส่วนใหญ่ตกเป็นเบี้ยล่างของระบบทุนนิยมจากตะวันตกและสหรัฐอเมริกา คุณูปการของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่กระตุ้นให้เราสนใจการใช้สมองซีกขวาให้มากขึ้น ในประเทศจีนเมื่อหนังสือเล่มนี้เผยแพร่เข้าไป นักวิชาการจีนหลายคนก็ออกมาเขียนวิเคราะห์ปัญหาที่จีนยังก้าวไม่ทันตะวันตกเนื่องจากยังใช้สมองซีกขวาไม่เพียงพอ ประชาชนจีนยังไม่ได้เป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมมากไปกว่าเป็นแรงงานราคาถูกที่น่าสงสารในกระบวนการผลิตใหญ่ของโลกที่ต้องลงแรงผลิตสิ่งของจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับค่าแรงเพียงไม่กี่เหรียญ
ในประเทศไทยเราก็เช่นเดียวกับประเทศตะวันออกทั้งปวงที่ส่วนใหญ่แล้วมีพื้นฐานของการใช้สมองซีกขวามากกว่าซีกซ้าย โลกตะวันออกมีนักคิด นักปรัชญามากกว่านักวิทยาศาสตร์หรือนักคำนวณ ภารกิจในการสร้างสรรค์ความเจริญทางวัตถุที่ผ่านมาจึงมิได้มาจากทางตะวันออก ครั้นเมื่อตะวันตกได้สร้างคุณค่าทางวัตถุจนเต็มที่แล้ว คนก็เริ่มโหยหาสิ่งที่มากกว่าวัตถุซึ่งก็คือคุณค่าทางจิตใจ ซึ่งต้องอาศัยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของสมองซีกขวา แต่น่าสงสารที่สังคมไทยมีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ไม่เอื้ออำนวยให้ใช้สมองซีกขวามากนัก ระบอบทาสศักดินาอันยาวนานและริ้วรอยความคิดที่ยังดำรงอยู่พอสมควรในปัจจุบันบวกกับระบอบอมาตยาธิปไตยของระบบราชการยังผลิตค่านิยมแบบ “เป็นผู้น้อยค่อยก้มประณมกร” มากกว่าบรรยากาศแห่งการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แม้ในธุรกิจสมัยใหม่ของประเทศ กระทั่งในธุรกิจของบริษัทข้ามชาติจำนวนไม่น้อยในไทย สไตล์การบริหารที่ครอบงำก็ยังเป็นแบบพ่อบ้าน (Paternalistic) ที่ผู้บริหารในองค์กรสั่งการเองเสียเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อใดที่ผู้บริหารบงการ เมื่อนั้นพนักงานก็จะคอยฟังและทำตามมากกว่าคิดเอง ยิ่งถ้าความก้าวหน้าในอาชีพการงานอยู่ที่การเป็นคนว่านอนสอนง่ายด้วยแล้ว สมองซีกขวาก็ยิ่งถูกกดทับไม่ให้แสดงศักยภาพของมันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงถนัดในการเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีของคนอื่นมากกว่าจะเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีให้คนอื่นใช้ ที่น่าสงสารกว่านี้ก็คือ นอกจากสมองซีกขวาไม่ค่อยมีโอกาสใช้แล้ว สมองซีกซ้ายก็ยังด้อยอีกด้วย จากการสำรวจหลายต่อหลายครั้งของหลายสถาบันยืนยันตรงกันว่า เด็กไทยโดยถัวเฉลี่ยอ่อนในด้านคำนวณ ในองค์กรทางธุรกิจก็สามารถยืนยันความจริงข้อนี้ได้จากการเปรียบเทียบความถนัดทางด้านคำนวณหรือตรรกวิทยาระหว่างพนักงานไทยกับพนักงานที่มาจากประเทศตะวันตก
ด้วยเหตุนี้สำหรับพวกเราคนไทยนอกจากจะต้องช่วยกันปลดปล่อยสมองซีกขวาออกจากพันธนาการและชักชวนให้มาเป็นฝ่ายขวากันแล้ว ยังต้องวงเล็บด้วยว่า อย่าลืมดูแลรักษาและพัฒนาฝ่ายซ้ายของตัวเองด้วย
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com
Daniel H.Pink ผู้เขียนหนังสือ A Whole New Mind เสนอว่าโลกกำลังก้าวออกจากยุคข้อมูลข่าวสาร (Information Age) เข้าสู่ยุคแห่งแนวความคิด (Conceptual Age) ธุรกิจของโลกในอนาคตจะตกอยู่ในกำมือของผู้ที่รู้จักใช้สมองซีกขวาเท่านั้น
Pink เริ่มต้นหนังสือของเขาด้วยการอธิบายถึงยุคสมัยหลักๆ ที่เขาแบ่งไว้เป็น 4 ยุค โดยเริ่มจากยุคเกษตรกรรมที่มีเกษตรกรเป็นกำลังสำคัญ ตามมาด้วยยุคอุตสาหกรรมที่มีกรรมกรโรงงาน ยุคข้อมูลข่าวสารที่มีคนทำงานที่ใช้องค์ความรู้ และสุดท้ายคือยุคแห่งแนวความคิดที่มีนักคิดนักสร้างสรรค์เป็นกำลังสำคัญ
ปัจจุบันที่โลกผ่านทิ้งยุคอุตสาหกรรมเก่าที่ไม่โสภานักไว้เบื้องหลัง และก้าวเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารใหม่อันน่าตื่นตาตื่นใจนั้น Pink บอกว่ายุคใหม่อีกยุคหนึ่งซึ่งก็คือยุคแห่งแนวความคิดก็ได้อุบัติขึ้นตรงหน้าแล้ว ในยุคใหม่ล่าสุดนี้ Pink เห็นว่ามีแนวโน้ม 3 ประการที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เขาเรียกแนวโน้มทั้งสามนี้ว่า Abundance, Asia และ Automation
Abundance หมายความว่าผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมีทางเลือกมากมาย ไม่มีอะไรที่ขาดแคลนหรือหายากอีกต่อไป
Asia หมายความว่างานทุกอย่างสามารถใช้แรงงานราคาถูกกว่าในต่างประเทศที่สำคัญคือในเอเชียทำแทนได้
Automation หมายความว่าระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และกระบวนการทำงานต่างๆ ที่สามารถพัฒนาให้เร็วขึ้นอีก
Pink บอกว่าแนวโน้มทั้งสามนี้นำมาสู่คำถามที่ว่า
1 สิ่งที่เราทำนั้นอยู่ในความต้องการของผู้บริโภคไหม
2 แรงงานโพ้นทะเลสามารถทำงานเหล่านี้ได้ด้วยค่าแรงที่ถูกกว่าไหม และ
3 คอมพิวเตอร์สามารถทำมันให้เร็วกว่านี้ได้ไหม
คำถามเหล่านี้ กำลังคุกคามธุรกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาให้ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทำให้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์กลายเป็นความแตกต่างสำคัญที่ทำให้สินค้าสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ ยุคที่เรากำลังเผชิญอยู่ตรงหน้าจึงเป็นยุคแห่งแนวความคิดที่บีบบังคับให้เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดอย่างจริงจัง
ที่ผ่านมาสังคมตะวันตกและสหรัฐอเมริกาได้ฝากความไว้เนื้อเชื่อใจไว้กับทักษะแห่งการวิเคราะห์ของสมองซีกซ้ายมาเป็นเวลาช้านานทั้งในยุคอุตสาหกรรมและยุคข้อมูลข่าวสาร ได้สร้างความร่ำรวยและสิ่งของที่เหลือกินเหลือใช้ให้กับสังคมตะวันตกและสหรัฐอเมริกา แต่ขณะเดียวกันแนวโน้มของ A ทั้งสามตัวดังกล่าวข้างต้นก็กำลังคุกคามพวกเขา ทั้งความมั่งคั่งที่จับต้องได้และมีอยู่มากก็ทำให้พวกเขาหันมาสนใจสิ่งจับต้องไม่ได้ เช่น ความสวยงาม อารมณ์ความรู้สึกและความพึงพอใจ Pink บอกว่าถึงเวลาแล้วที่สมองซีกขวาจะแสดงบทบาทอันสร้างสรรค์ของมัน สมองซีกขวาจะไม่มองเห็นเพียงต้นไม้แต่ละต้นเหมือนสมองซีกซ้ายอีกต่อไป แต่มันจะมองเห็นป่าทั้งป่า สมองซีกขวาจะไม่มองเห็นแต่เพียงใบหน้าเหมือนสมองซีกซ้าย แต่มันจะมองลึกลงไปถึงความรู้สึกของเจ้าของใบหน้านั้น ด้วยเหตุนี้ถ้าเรามี A Whole New Mind (คิดใหม่ทำใหม่ version ฝรั่ง) เราจะสามารถสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ตั้งอยู่บนฐานของความสามารถแห่งการประดิษฐ์คิดค้น การมีอารมณ์ความรู้สึกร่วม และการมองเห็นภาพใหญ่ได้ ซึ่งหมายความว่าเราต้องหันมาให้ความสำคัญกับตัวละครของยุคแห่งแนวความคิด ยุคแห่งการใช้สมองซีกขวาที่ Pink เรียกว่าพวก Creator กับพวก Empathizer เขายังย้ำด้วยว่าเราจำเป็นต้องย้ายน้ำหนักจาก High Tech มาสู่ High Concept และ High Touch สุดท้าย Pink ได้เสนอว่าธุรกิจของโลกตะวันตกและสหรัฐจะเอาชนะภัยคุกคามของ A ทั้งสามตัวและประสบผลสำเร็จในยุคแห่งแนวความคิดได้ก็มีแต่ต้องสร้างความจัดเจนในการใช้สมองซีกขวา 6 ประการที่ Pink เรียกว่า Design, Story, Symphony, Empathy, Play และ Meaning A Whole New Mind ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำกว่าสิบครั้งในตลาดหนังสือของทวีปอเมริกาเหนือ ก่อนจะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในยุโรปและเอเชียเมื่อไม่นานมานี้ ปัจจุบันมีการแปลออกเป็นภาษาต่างๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 12 ภาษา เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อหวังเสนอแง่คิดในการแก้ปัญหาให้ธุรกิจทุนนิยมของประเทศตะวันตกและสหรัฐอเมริกาโดยตรง นักวิจารณ์หนังสือหลายคนวิจารณ์ว่าเป็นหนังสือที่วินิจฉัยปัญหาได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ให้ทางออกในการแก้ปัญหาที่ไม่สมบูรณ์และเพียงพอ บางคนกระทั่งวิจารณ์ว่า หนังสือสัญญาว่าจะให้คฤหาสน์หลังงามแก่เรา แต่พออ่านจบแล้วเป็นเพียงแค่อพาร์ทเม้นท์หลังหนึ่งเท่านั้น
กล่าวในแง่ของคนตะวันออกที่ส่วนใหญ่ตกเป็นเบี้ยล่างของระบบทุนนิยมจากตะวันตกและสหรัฐอเมริกา คุณูปการของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่กระตุ้นให้เราสนใจการใช้สมองซีกขวาให้มากขึ้น ในประเทศจีนเมื่อหนังสือเล่มนี้เผยแพร่เข้าไป นักวิชาการจีนหลายคนก็ออกมาเขียนวิเคราะห์ปัญหาที่จีนยังก้าวไม่ทันตะวันตกเนื่องจากยังใช้สมองซีกขวาไม่เพียงพอ ประชาชนจีนยังไม่ได้เป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมมากไปกว่าเป็นแรงงานราคาถูกที่น่าสงสารในกระบวนการผลิตใหญ่ของโลกที่ต้องลงแรงผลิตสิ่งของจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับค่าแรงเพียงไม่กี่เหรียญ
ในประเทศไทยเราก็เช่นเดียวกับประเทศตะวันออกทั้งปวงที่ส่วนใหญ่แล้วมีพื้นฐานของการใช้สมองซีกขวามากกว่าซีกซ้าย โลกตะวันออกมีนักคิด นักปรัชญามากกว่านักวิทยาศาสตร์หรือนักคำนวณ ภารกิจในการสร้างสรรค์ความเจริญทางวัตถุที่ผ่านมาจึงมิได้มาจากทางตะวันออก ครั้นเมื่อตะวันตกได้สร้างคุณค่าทางวัตถุจนเต็มที่แล้ว คนก็เริ่มโหยหาสิ่งที่มากกว่าวัตถุซึ่งก็คือคุณค่าทางจิตใจ ซึ่งต้องอาศัยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของสมองซีกขวา แต่น่าสงสารที่สังคมไทยมีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ไม่เอื้ออำนวยให้ใช้สมองซีกขวามากนัก ระบอบทาสศักดินาอันยาวนานและริ้วรอยความคิดที่ยังดำรงอยู่พอสมควรในปัจจุบันบวกกับระบอบอมาตยาธิปไตยของระบบราชการยังผลิตค่านิยมแบบ “เป็นผู้น้อยค่อยก้มประณมกร” มากกว่าบรรยากาศแห่งการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แม้ในธุรกิจสมัยใหม่ของประเทศ กระทั่งในธุรกิจของบริษัทข้ามชาติจำนวนไม่น้อยในไทย สไตล์การบริหารที่ครอบงำก็ยังเป็นแบบพ่อบ้าน (Paternalistic) ที่ผู้บริหารในองค์กรสั่งการเองเสียเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อใดที่ผู้บริหารบงการ เมื่อนั้นพนักงานก็จะคอยฟังและทำตามมากกว่าคิดเอง ยิ่งถ้าความก้าวหน้าในอาชีพการงานอยู่ที่การเป็นคนว่านอนสอนง่ายด้วยแล้ว สมองซีกขวาก็ยิ่งถูกกดทับไม่ให้แสดงศักยภาพของมันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงถนัดในการเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีของคนอื่นมากกว่าจะเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีให้คนอื่นใช้ ที่น่าสงสารกว่านี้ก็คือ นอกจากสมองซีกขวาไม่ค่อยมีโอกาสใช้แล้ว สมองซีกซ้ายก็ยังด้อยอีกด้วย จากการสำรวจหลายต่อหลายครั้งของหลายสถาบันยืนยันตรงกันว่า เด็กไทยโดยถัวเฉลี่ยอ่อนในด้านคำนวณ ในองค์กรทางธุรกิจก็สามารถยืนยันความจริงข้อนี้ได้จากการเปรียบเทียบความถนัดทางด้านคำนวณหรือตรรกวิทยาระหว่างพนักงานไทยกับพนักงานที่มาจากประเทศตะวันตก
ด้วยเหตุนี้สำหรับพวกเราคนไทยนอกจากจะต้องช่วยกันปลดปล่อยสมองซีกขวาออกจากพันธนาการและชักชวนให้มาเป็นฝ่ายขวากันแล้ว ยังต้องวงเล็บด้วยว่า อย่าลืมดูแลรักษาและพัฒนาฝ่ายซ้ายของตัวเองด้วย
22 กุมภาพันธ์ 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนมีนาคม 2550)



1 Comments:
At 7 March 2009 00:09 ,
โปรแกรมเงินเดือน said...
ขอบคุณมากครับสำหรับบทความ
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
Links to this post:
Create a Link
<< Home