Beyond Management School
บริหารนอกตำรา

www.suan84.com

Sunday, 22 April 2007

ผู้นำต้องทำอะไรในทัศนะ Jack Welch (ตอนที่ 2)

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

Jack Welch อดีตประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท General Electric เป็นผู้มีชื่อเสียงในด้านการสร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับกลยุทธทางการบริหารและกลยุทธแห่งการเป็นผู้นำ ตลอด 40 ปีที่เขาทำงานให้กับ GE และ 20 ปีในตำแหน่งประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เขาเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการบริหารหลายอย่างใน GE โดยเฉพาะระบบงานที่เป็นแบบราชการในบริษัท นำพาบริษัทประสบผลสำเร็จทางธุรกิจปีแล้วปีเล่าจนสามารถทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกกว่า 400,000 ล้านดอลล่าร์ซึ่งทำให้ GE กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

3 ผู้นำต้องใส่ใจใกล้ชิดทีมงานและเปี่ยมล้นด้วยพลังด้านบวกกับการมองโลกในแง่ดี

ฝรั่งมีภาษิตว่า “ปลาเริ่มเน่าจากหัวก่อน” (The fish rots from the head) องค์กรก็เช่นกัน หากผู้นำมีทัศนคติที่ไม่ดี ทัศนคตินั้นก็จะติดเชื้อลงมายังทุกคนในทีม Jack Welch บอกว่าผู้จัดการที่สดใสรื่นเริงและมีทัศนคติเชิงบวกมักนำทีมงานที่ผู้คนล้วนสดใสรื่นเริงและมีทัศนคติเชิงบวกด้วยเช่นกัน จริงอยู่แม้บางครั้งสถานการ์อาจไม่ดีนัก เป็นต้นว่าเศรษฐกิจตกต่ำ การแข่งขันรุนแรง แต่งานของผู้นำก็คือการต่อสู้กับแรงดึงดูดด้านลบ ซึ่งนี่ไม่ได้หมายความว่าผู้นำจะต้องเสแสร้งทำให้เห็นว่าความยากลำบากหรือสิ่งท้าทายทั้งหลายเป็นเพียงเรื่องขี้ปะติ๋ว แต่หมายความว่าผู้นำจะต้องแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่อะไรก็สามารถทำได้ (Can Do Attitude) เพื่อเอาชนะความท้าทายเหล่านั้น ทั้งต้องใส่ใจใกล้ชิดทีมงานตลอดเวลาเพื่อคอยดูว่าพวกเขากำลังทำอะไรและประสบผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน Jack Welch ย้ำว่าผู้นำต้องจำไว้ว่าทัศนคติที่ถูกต้องย่อมนำผลสำเร็จที่มากกว่ามาให้ ดังนั้นผู้นำจึงควรต้องทำทัศนคติของตนให้เป็นเช่นนั้น

4 ผู้นำต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจด้วยการเปิดเผยตรงไปตรงมา ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือ

สำหรับคนบางคนการเป็นผู้นำหมายถึงการวางอำนาจบาตรใหญ่ พวกเขาจะสนุกสนานกับการได้ควบคุมคนและข่าวสาร ทำให้มันเป็นความลับบ้าง เปิดเผยความคิดของตนแต่น้อยบ้าง ปิดบังเรื่องที่ตนรู้เกี่ยวกับธุรกิจและอนาคตขององค์กรบ้าง พฤติกรรมเหล่านี้ Jack Welch บอกว่าล้วนเป็นพฤติกรรมที่ทำให้ผู้นำกลายเป็นเจ้านาย (Boss) ซึ่งทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจหมดไปจากทีม ถ้าเช่นนั้นความไว้เนื้อเชื่อใจหมายถึงอะไรเล่า? Jack Welch ตอบว่าธรรมดามาก ความไว้เนื้อเชื่อใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำโปร่งใส เปิดเผยตรงไปตรงมา และรักษาคำพูดเท่านั้น ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนมากไปกว่านี้

โปรดอ่านอีกครั้ง! “ความไว้เนื้อเชื่อใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำโปร่งใส เปิดเผยตรงไปตรงมา และรักษาคำพูดเท่านั้น ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนมากไปกว่านี้”

ผู้นำองค์กรทางธุรกิจ ผู้นำองค์กรภาครัฐ หรือผู้นำชาติบ้านเมืองที่ได้อำนาจรัฐมาไม่ว่าจะด้วยวิถีทางประชาธิปไตยหรือด้วยการเอารถถังออกมายึดอำนาจการปกครองล้วนอยู่ภายใต้กฎข้อนี้ทั้งสิ้น ยิ่งผู้นำชาติบ้านเมืองที่มาจากการก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลที่ต้องการล้มล้างระบอบการเมืองของรัฐบาลเก่าที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยแล้ว หากต้องการความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน ยิ่งต้องระมัดระวังตนเองให้จงหนัก เพราะลำพังการเข้ามายึดอำนาจก็ไม่เป็นที่ต้อนรับและไว้วางใจของประชาชนที่แม้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเก่าอยู่แล้ว เนื่องด้วยการก่อรัฐประหารไม่ว่าจะพิจารณาจากแง่มุมไหนก็ล้วนเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าในการรักษาประชาธิปไตยทั้งนั้น ยิ่งเมื่อยึดอำนาจได้แล้ว หากกลุ่มผู้นำหรือบุคคลบางคนในกลุ่มผู้นำไม่รักษาคำพูด มีพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส ช่วยเหลือญาติเชื้อ เอื้อเฟื้อพรรคพวก หรือทำให้สังคมเห็นว่ามีการเบียดบังผลประโยชน์ประเทศชาติแม้เพียงเล็กน้อย ความหวังและความไว้เนื้อเชื่อใจที่แม้มีน้อยอยู่แล้วก็จะยิ่งเหือดหายลงไปอีก ยิ่งเมื่อมีพฤติกรรมที่สังคมตั้งคำถาม แทนที่จะชี้แจงอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา กลับตัดบทไม่ให้ใครพูดถึง ก็ยิ่งตอกย้ำให้สังคมหมดความไว้เนื้อเชื่อใจลงไปอีกจนกระทั่งอาจจะไม่หลงเหลืออยู่เลย เช็คสั่งจ่ายในวันก่อรัฐประหารที่รับรองว่าจะปราบปรามและสะสางการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลเก่า ยิ่งนานวันก็ยิ่งเป็นเช็คสั่งจ่ายที่ไม่มีใครเชื่อถือ หากผู้นำไม่โปร่งใส ไม่เปิดเผยตรงไปตรงมา และไม่รักษาคำพูด

นอกจากความโปร่งใส เปิดเผยตรงไปตรงมา และรักษาคำพูดแล้ว คุณธรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่งของผู้นำที่ทำให้ทีมไว้เนื้อเชื่อใจได้ก็คือ การที่ผู้นำไม่ขโมยความคิดของลูกน้องมาแอบอ้างว่าเป็นความคิดของตัวเอง นอกจากนี้ในเวลาที่ล้มเหลว ผู้นำย่อมรับผิดชอบต่อสิ่งผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ในเวลาที่ประสบผลสำเร็จ ผู้นำจะนำคำสรรเสริญที่ได้รับมาไปมอบให้กับทุกคนในทีม

“ในบางบริษัท” Jack Welch บอก “การเป็นผู้นำหมายถึงการได้ที่จอดรถพิเศษ หรือการได้ตั๋วเดินทางท่องเที่ยวชั้นหนึ่ง สิ่งเหล่านี้อาจเข้ามาในหัวของคุณ คุณอาจเริ่มคิดว่าตัวเองช่างยิ่งใหญ่เสียจริงๆ อย่าให้มันเกิดขึ้น” Jack Welch เตือน

5 ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจในทางที่ไม่เป็นที่นิยมหรือทำในสิ่งที่ไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจคน

โดยธรรมชาติแล้ว คนย่อมปรารถนาที่จะให้ใครๆ รักตน แต่ในความเป็นจริงเราจะพบว่ามีหลายต่อหลายครั้งที่ผู้นำจำต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากจะตัดสินใจเป็นต้นว่า การปลดคนออก การตัดเงินงบประมาณ หรือกระทั่งการสั่งปิดโรงงาน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการกระทำเหล่านี้มักนำมาซึ่งคำตำหนิและการต่อต้าน Jack Welch บอกว่าสิ่งที่ผู้นำต้องทำคือการรับฟังและชี้แจงเหตุผลของตัวเองให้กระจ่างชัดแล้วก้าวต่อไปเพราะ “คุณไม่ใช่ผู้นำที่กำลังแข่งขันกันว่าใครจะได้รับความนิยมชมชอบมากกว่าใคร แต่คุณคือผู้นำที่จักต้องนำ คุณต้องไม่เอาอกเอาใจเพื่อให้ใครมาเลือก เพราะคุณได้รับการคัดเลือกให้มาเป็นผู้นำเรียบร้อยแล้ว”

ในฐานะของผู้นำ Jack Welch บอกว่าเขาจะต้องตัดสินใจในสิ่งที่ผู้คนอาจเห็นว่าไม่โสภานักอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น อาจถูกขอให้ลงทุนในโครงการก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่พร้อมคำอธิบายเหตุผลที่จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนมหาศาลจากการลงทุน แต่หากคุณเดินทางไปดูสถานที่แล้วพบว่ามีรถเครนกำลังทำงานก่อสร้างอยู่แทบทุกหนทุกแห่งแถวๆ นั้น และความรู้สึกลึกๆ มันบอกอะไรบางอย่างกับคุณ ก็ขอให้คุณปฏิเสธการลงทุนนั้นแม้มันจะทำให้ใครบางคนโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงก็ตาม หรืออย่างเช่นการรับพนักงาน คุณอาจพบผู้สมัครที่จบการศึกษาจากที่ดีๆ มีประสบการณ์ทำงานยอดเยี่ยม ระหว่างการสัมภาษณ์ก็สร้างความประทับใจให้คุณหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจับมือที่กระชับแน่น การสบสายตาที่ดีหรือการตั้งคำถามอันชาญฉลาด แต่หากมีบางสิ่งบางอย่างทำให้คุณกังวลใจ เป็นต้นว่า เขาย้ายงานหลายแห่งในเวลาไม่กี่ปีโดยไม่มีคำอธิบายเหตุผลอันสมควร หรือเจ้านายเก่าของเขาพูดเรื่องดีๆ เกี่ยวกับเขา แต่ฟังแล้วเหมือนกับว่าเขาไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆ และหากความรู้สึกลึกๆ กำลังบอกอะไรบางอย่างกับคุณด้วยแล้ว Jack Welch บอกว่า “จงอย่าจ้างคนคนนี้” Jack Welch ยังบอกอีกด้วยว่า “คุณได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ เพราะคุณเห็นอะไรต่ออะไรมามากกว่า และทำอะไรต่ออะไรที่ถูกต้องมากกว่า จงฟังความรู้สึกลึกๆ ของคุณเอง มันกำลังบอกอะไรบางอย่างกับคุณ”

“ความรู้สึกลึกๆ” ที่ Jack Welch พูดถึงนี้ หมายถึงความรู้สึกที่เกิดจากสัญชาตญาณหรืออารมณ์ที่สัมผัสได้มากกว่าเหตุผล บ่อยครั้งหรือเกือบทุกครั้งไม่มีหลักฐานและอธิบายไม่ได้ ทั้งไม่มีทฤษฎีหรือตำราทางการบริหารเล่มไหนกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ อย่างเช่นเมื่อเราพบหน้าคนคนหนึ่ง มีการพูดคุยกันไม่กี่ประโยค เราก็สามารถมีภาพคร่าวๆ ในใจได้ว่าคนคนนี้คบได้หรือคบไม่ได้มากน้อยแค่ไหน ความรู้สึกลึกๆ นี้บางครั้งก็เป็นเหมือนสัมผัสที่หก (sixth sense) บางคนอาจไม่เคยมี แต่ถ้าใครมีก็จะได้เปรียบเพราะ “ความรู้สึกลึกๆ” นี้มักบอกอะไรที่ไม่ค่อยผิดพลาด หรือกล่าวให้รัดกุมขึ้นคือบอกอะไรได้ถูกมากกว่าผิด

ทุกวันนี้ คุณมี “ความรู้สึกลึกๆ” อะไรบ้าง? ต่อเหตุการณ์บ้านเมืองในทุกวันนี้ ลองฟังดูสิ “ความรู้สึกลึกๆ” กำลังบอกอะไรคุณ?

(อ่าน “กฎของ Jack Welch” ข้อ 6-8 ต่อฉบับหน้า)

Beyond Management School - บริหารนอกตำรา: ผู้นำต้องทำอะไรในทัศนะ Jack Welch (ตอนที่ 3)

22 เมษายน 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2550)



0 Comments:

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

Links to this post:

Create a Link

<< Home