Beyond Management School
บริหารนอกตำรา

www.suan84.com

Friday, 29 June 2007

นักกฎหมายไทย : บทบาทที่อยากเห็น

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

วันนี้ขอเขียนถึงนักกฎหมายสักครั้ง ในฐานะอดีตนักเรียนกฎหมายที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพกฎหมายโดยตรง

สมัยที่ยังเรียนกฎหมาย นักเรียนกฎหมายที่สอบได้คะแนนดีๆ คือนักเรียนกฎหมายที่แม่นตัวบทและคำพิพากษาศาลฎีกา ทนายความที่มีชื่อเสียงคือทนายความที่ว่าความชนะ โดยเฉพาะคดีที่ไม่ควรชนะ แต่ว่าความให้ชนะได้ ยิ่งมีชื่อเสียงใหญ่ ส่วนผู้พิพากษานั้นคือภาพของผู้ทรงเกียรติ ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมที่คนทั่วไปยอมรับและไม่เปิดช่องให้ใครละลาบละล้วงเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์หรือตรวจสอบการทำงาน ภาพประทับที่ไม่เคยลืมของนักเรียนกฎหมายที่แม้ใช้การโดดเรียนเป็นวิถีประพฤติปฏิบัติประจำอย่างข้าพเจ้าก็คือ ภาพครูสอนกฎหมายที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมต่อศิษย์ บริสุทธิ์และยุติธรรมต่อสังคมรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หยุด แสงอุทัย อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อาจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ อาจารย์กำธร พันธุลาภ อาจารย์บัญญัติ สุชีวะ และอาจารย์ผู้สูงวัยอีกท่านหนึ่งที่สอนวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายซึ่งข้าพเจ้าต้องขอประทานโทษที่นึกชื่อท่านไม่ออก แต่ดูเหมือนท่านจะมีบรรดาศักดิ์เป็นคุณหลวงหรือคุณพระอะไรสักอย่างหนึ่ง ฯลฯ ท่านเหล่านี้นั่งสอนกฎหมายพวกเราด้วยอากัปกิริยาประหนึ่งพ่อหรือปู่ที่กำลังสอนลูกสอนหลาน

จากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาได้ล่วงเลยมากว่าสามสิบห้าปีแล้ว ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าบรรยากาศและวัฒนธรรมในวงวิชาชีพกฎหมายบ้านเรายังเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า เคยมีโอกาสนำการสัมมนาให้กับนักกฎหมายของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งเกี่ยวกับบทบาทใหม่ของนักกฎหมายในโลกธุรกิจปัจจุบัน ทำให้เข้าใจว่านักกฎหมายที่กินเงินเดือนบริษัทห้างร้านนั้น บางครั้งก็สับสนหรือไม่มั่นใจว่าตนควรมีบทบาทที่เหมาะสมอย่างไรระหว่างการรักษาผลประโยชน์ขององค์กรหรือของนายจ้างกับการรักษาความยุติธรรม หรือระหว่างการทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชากับการรักษาความเป็นอิสระทางความคิดของตนเอง นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างที่นักกฎหมายต้องเกี่ยวพันกับอำนาจทางธุรกิจ ครั้นหันมาดูตัวอย่างที่นักกฎหมายต้องเกี่ยวพันกับอำนาจทางการเมือง เราจะยิ่งเห็นได้ชัดว่านักกฎหมายบ้านเราแสดงบทบาทที่เหินห่างจากที่ครูบาอาจารย์เคยสอนไว้มาก

โดยเฉพาะเรื่องของ “ความบริสุทธิ์ยุติธรรม” ทนายความของอดีตนักการเมืองดังเป็นตัวอย่างหนึ่ง ความเห็นหรือการกระทำของตุลาการบางท่านที่ก่อความเคลือบแคลงสงสัยให้กับสังคม รวมถึงกรณีที่มีข่าวการพยายามติดสินบนตุลาการรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดียุบพรรคการเมืองเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

ถ้าเช่นนั้น นักกฎหมายไทยควรมีบทบาทอย่างไรจึงจะสมกับศักดิ์และสิทธิ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์? คำถามนี้นักวิชาชีพกฎหมายด้วยกันเป็นผู้ตอบจะเหมาะสมกว่า ในฐานะของอดีตนักเรียนกฎหมายคงพูดได้แต่เพียงบทบาทที่อยากเห็นของนักกฎหมายไทยเท่านั้น

บทบาทของนักกฎหมายไทยที่อยากเห็นนั้นคืออะไร? ก่อนอื่นต้องพิจารณาว่าการทำงานของนักกฎหมายไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ทนายความ อัยการ ตุลาการ หรือผู้พิพากษาในศาลต่างๆ ล้วนเกี่ยวพันกับเรื่อง 2 เรื่องคือ 1) ข้อกฎหมาย และ 2) ข้อเท็จจริง

ถ้าให้ข้อกฎหมายเป็นแกนนอน โดยเริ่มจากการตีความตามลายลักษณ์อักษร การยึดถือตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาโดยเคร่งครัด ไปจนถึงการตีความตามเจตนารมณ์ การวิพากษ์และแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย และให้ ข้อเท็จจริงเป็นแกนตั้ง โดยเริ่มจากการยึดถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏโดยเคร่งครัด ไปจนถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เมื่อนำแกนทั้งสองมาตัดกัน เราจะได้ตารางบทบาทนักกฎหมายดังต่อไปนี้



1 คือนักกฎหมายที่ตีความตามลายลักษณ์อักษร ยึดถือตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาโดยเคร่งครัด แต่ไม่ยึดติดอยู่กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ พร้อมจะแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อผดุงความยุติธรรมให้มากที่สุด

2 คือนักกฎหมายที่ตีความตามเจตนารมณ์ กล้าวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายและพยายามแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้ถูกต้องเป็นธรรมและสอดคล้องกับความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ไม่ยึดติดอยู่กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ พร้อมจะแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อผดุงความยุติธรรมให้มากที่สุด

3 คือนักกฎหมายที่ตีความตามเจตนารมณ์ กล้าวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายและพยายามแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้ถูกต้องเป็นธรรมและสอดคล้องกับความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา แต่ยึดติดอยู่กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏเบื้องหน้า คิดว่านักกฎหมายควรต้องพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงที่วางให้เห็นอยู่เท่านั้น

4 คือนักกฎหมายที่ตีความตามลายลักษณ์อักษร ยึดถือตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาโดยเคร่งครัดขณะเดียวกันก็ยึดติดอยู่กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏเบื้องหน้า คิดว่านักกฎหมายควรต้องพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงที่วางให้เห็นอยู่เท่านั้น

บทบาทที่ 4 นี้ดูจะเป็นบทบาทนักกฎหมายที่เคร่งครัดตายตัวมากที่สุด เป็นบทบาทนักกฎหมายที่รับใช้กฎหมาย เรียกตามภาษานักบริหารว่าเป็นพวก Policy Interpreter ซึ่งตรงข้ามกับบทบาทที่ 2 คือพวก Policy Maker พวกนี้เห็นว่ากฎหมายต้องรับใช้สังคม ไม่ใช่ให้สังคมไปรับใช้กฎหมาย พวกเขาจึงพร้อมจะใช้ดุลพินิจค้นหาข้อเท็จจริง วิพากษ์และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและรักษาความยุติธรรมในสังคม

ข้าพเจ้าอยากเห็นนักกฎหมายของเราแสดงบทบาทที่ 2 นี้

แต่การที่นักกฎหมายจะแสดงบทบาทที่ 2 ได้ ก่อนอื่นเขาจะต้องมีความเป็นนักกฎหมายมืออาชีพ กล่าวคือรู้ลึก รู้จริงในองค์ความรู้ทางกฎหมาย หมั่นศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา และภาคภูมิใจในวิชาชีพกฎหมายของตนเอง ต่อมาเขาต้องพร้อมจะเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม ไม่จำนนต่ออำนาจอิทธิพลหรือหลักฐานข้อเท็จจริงที่วางอยู่เบื้องหน้า หากต้องพร้อมที่จะหาความจริงเพิ่มเติมเพื่อให้สัจจธรรมปรากฏ นอกจากนี้เขาจะต้องมีกรอบความคิดที่จะให้กฎหมายมารับใช้สังคม ไม่ใช่ให้สังคมไปรับใช้กฎหมาย เขาต้องพร้อมที่จะเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีงามในกระบวนการยุติธรรม ต้องกล้าวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายที่ล้าหลังและไม่เป็นธรรม ต้องนำเสนอการแก้ไขปรับปรุง และนำเสนอกฎหมายใหม่ๆ ที่จะยังประโยชน์แก่สังคมโดยรวม มิใช่ทำตัวเป็นเพียงผู้ตีความและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเซื่องๆ เท่านั้น ลองคิดดูว่าถ้านักกฎหมายไม่แสดงบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายและเป็นกองหน้าในการนำเสนอหรือปรับปรุงกฎหมาย แต่ปล่อยให้นักการเมืองในสภาที่ส่วนใหญ่พร้อมจะออกกฎหมายอะไรก็ได้เพื่อรักษาฐานเสียงและผลประโยชน์ของตนแล้ว บ้านเมืองจะเต็มไปด้วยกฎหมายที่มีกลิ่นอายของผลประโยชน์ทับซ้อนและความไร้สาระมากแค่ไหน สุดท้ายเขายังต้องเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์บริสุทธิ์ สมดังคำสั่งสอนของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ บิดาแห่งกฎหมายไทยที่ว่า

“เอ็งกินเหล้าเมายาไม่ว่าหรอก
แต่อย่าออกนอกทางไปให้เสียผล
จงอย่ากินสินบาทคาดสินบน
เรามันชนชั้นปัญญาตุลาการ”


29 มิถุนายน 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนกรกฎาคม 2550)



0 Comments:

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

Links to this post:

Create a Link

<< Home