Beyond Management School
บริหารนอกตำรา

www.suan84.com

Friday, 31 August 2007

ลิงในห้องแคบ

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ไม่ทราบว่าต้นตอหรือเจ้าของเรื่องคือใคร เพราะได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์ธีระชัย เชมนะสิริ เจ้าสำนัก Grid Thailand ที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการบริหารทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาองค์กร ซึ่งอาจารย์ธีระชัยก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากเพื่อนของท่านอีกต่อหนึ่ง จึงต้องขอขอบพระคุณท่านเจ้าของเรื่องและท่านที่เล่าขานต่อๆ กันมา จนทำให้ได้มีโอกาสนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่าน “กฎหมายใหม่” ในวันนี้

เรื่องเล่ามีอยู่ว่า .....

ให้นำลิง 5 ตัวไปไว้ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีกล้วยหอมใบเขื่องแขวนไว้ที่เพดานกลางห้อง วิธีการเดียวที่จะไปถึงกล้วยหอมอันเย้ายวนใจนั้นได้ก็มีแต่ต้องปีนบันไดที่ตั้งไว้กลางห้อง แต่เมื่อใดก็ตามที่ลิงตัวหนึ่งตัวใดเหยียบบันไดขั้นแรกก็จะมีน้ำที่เย็นจัดฉีดออกมาจากท่อไปที่ตัวลิงและฉีดกราดไปทั่วห้องจนลิงทุกตัวเปียกปอนหนาวสั่นแทบขาดใจ เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนไม่มีลิงตัวไหนอยากปีนบันไดอีก หรือแม้แต่คิดก็ยังไม่กล้า

นำลิงตัวที่หนาวสั่นที่สุดตัวหนึ่งออกมาจากห้อง แล้วนำลิงตัวที่ 6 เข้าไปแทน วินาทีแรกที่ลิงตัวที่ 6 เห็นกล้วยหอม มันรีบถลาเข้าหาบันได แต่ก็ถูกสกัดกั้นอย่างโหดร้ายบ้าเลือดจากลิงรุ่นพี่ทั้งสี่ตัว เป็นอยู่เช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนลิงน้องใหม่ไม่กล้าเข้าไปใกล้บันไดอีกด้วยความงุนงงและประหลาดใจเป็นยิ่งนัก

นำลิงตัวที่ 7 เข้าไปแทนลิงรุ่นพี่อีกตัวหนึ่ง และเหตุการณ์เดิมก็เกิดขึ้นอีก เมื่อลิงน้องใหม่ล่าสุดถลาเข้าหาบันไดก็จะถูกรุมกัดอย่างเอาเป็นเอาตายจากลิงรุ่นพี่ทุกตัว รวมทั้งลิงตัวที่ 6 ที่เพิ่งเข้าไปอยู่ใหม่ด้วย แถมยังเกรี้ยวกราดมากกว่าตัวอื่นทั้งที่ตัวมันเองก็ยังไม่รู้เหตุผลว่าทำไมการปีนบันไดจึงเป็นสิ่งต้องห้าม และทำไมลิงชุดเก่าจึงต้องกลัวบันไดกันถึงขนาดนี้ อย่างไรก็ดีมันยินดีผสมโรงสหบาทาไปกับเขาด้วยและรุนแรงกว่าเสียด้วยซ้ำ

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นต่อไปอีกนานแสนนาน จนแม้ลิงเก่ารุ่นแรกจะครบเกษียณอายุและถูกทดแทนด้วยลิงชุดใหม่ทั้งหมดแล้ว แต่ลิงรุ่นหลังก็พร้อมใจกันปกป้องบันไดอันศักดิ์สิทธิ์นั้นไว้อย่างเหนียวแน่น

เรื่องลิงในห้องแคบที่เล่าขานกันมาก็จบลงเพียงเท่านี้ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.....

การเชื่ออะไรหรือทำอะไรตามอย่างกันโดยไม่มีความเข้าใจ ไม่รู้เหตุผล ไม่รู้ที่มา ไม่แม้แต่จะคิดหาเหตุผลของการกระทำ ย่อมไม่ต่างอะไรกับลิงในห้องแคบที่คอยปกป้องบันไดประหนึ่งเป็นของต้องห้าม เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตัวมันเองก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำเช่นนั้นเหมือนกัน

น่าสงสารที่บรรดาลิงในห้องแคบเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้เรียนรู้หลักแห่งความเชื่อโดยใช้ปัญญาที่พระพุทธองค์ทรงสอนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล ที่เรียกว่า “กาลามสูตร” อันได้แก่ อย่าปลงใจเชื่อเพราะฟังตามๆ กันมา อย่าปลงใจเชื่อเพราะปฏิบัติตามๆ กันมา และอย่าปลงใจเชื่อเพราะกำลังเล่าลือกระฉ่อน เป็นต้น

แต่ที่น่าสงสารกว่าลิงคือคน คนที่เชื่อและทำอะไรตามๆ กันโดยไม่ใช้ปัญญาคิดพิจารณาหาเหตุหาผลและใคร่ครวญอย่างรอบด้าน เช่น ความเชื่อเรื่องทำอะไรใหญ่ที่สุดในโลกถวายวัดแล้วได้กุศลแรง ด้วยเหตุนี้จึงมีการแข่งกันทำธูปดอกใหญ่ที่สุด หล่อเทียนเล่มใหญ่ที่สุด หล่อพระองค์ใหญ่ที่สุด หรือผัดหมี่กะทะใหญ่ที่สุด เป็นต้น กระแสความเชื่อเรื่องห้อยเหรียญจตุคามรามเทพในปัจจุบันก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

ในสังคม ในองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน วัฒนธรรมสังคมและวัฒนธรรมองค์กรที่สมาชิกยึดถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดที่แสดงออกมาในรูปของแบบแผนหรือวิธีการปฏิบัติหลายแห่งในปัจจุบัน ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แต่กระนั้นทุกคนก็พร้อมจะประพฤติปฏิบัติตามๆ กันโดยไม่เคยมีใครตั้งข้อสงสัย ตัวอย่างเช่น

ทำไมในสังคมไทยพุทธจึงนิยมให้ชายไทยบวชพระ ทั้งที่ปัจจุบันพระในเมืองไทยมากกว่าครึ่งเป็นเพียงคนโกนผมห่มเหลืองที่ไม่ใช่พระและไม่ใช่พุทธ

ทำไมในสังคมการเมืองไทยจึงไม่คิดให้ประชาชนไทยมีโอกาสเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ทั้งที่คนส่วนใหญ่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งและไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนนอกระบบเลือกตั้ง

ทำไมในการพิจารณาคดีในศาลยุติธรรมจึงไม่เปลี่ยนไปใช้ระบบไต่สวนซึ่งน่าจะให้ความเป็นธรรมได้ดีกว่าระบบกล่าวหาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ทำไมในการชำระภาษีให้รัฐ ประชาชนจึงต้องเสียค่าปรับเมื่อชำระภาษีไม่ทันตามกำหนด แต่รัฐไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเมื่อคืนเงินภาษีล่าช้าและไม่มีกำหนด

ทำไมกองทุนเงินทดแทนจึงเก็บเงินสมทบรายปีได้ แต่กองทุนประกันสังคมซึ่งอยู่ที่เดียวกันกลับทำไม่ได้ต้องเก็บเป็นรายเดือน จะจ่ายให้ล่วงหน้าทั้งปีเพื่อประหยัดเวลาการทำงานแล้วค่อยมาหักกลบลบหนี้กันปลายปีเหมือนกองทุนเงินทดแทนก็ไม่เอา

ทำไมในองค์กรภาคเอกชนจึงใช้ระดับความอาวุโสของพนักงานมากำหนดว่าใครควรเดินทางด้วยเครื่องบิน รถยนต์ หรือรถไฟ แทนที่จะใช้ความจำเป็นเร่งด่วนของงานมากำหนดพาหนะในการเดินทาง

ฯลฯ

การที่คนเราเชื่อและทำอะไรตามอย่างกันโดยไม่คิด เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เขาทำกันอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้นโดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงนั้น ที่สำคัญเป็นเพราะเราไม่ถูกฝึกให้ใช้ปัญญาคิดอย่างวิพากษ์ (Critique) หรืออย่างมีเหตุผลและอย่างรอบด้าน ทั้งเรายิ่งไม่เคยถูกฝึกให้มีความคิดริเริ่ม (Initiative) และเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นเราจึงมักคิดและทำตามที่คนอื่นๆ เขาทำกัน หรือตามที่โบราณประเพณีทำกัน โดยไม่เคยใช้ปัญญาขบคิดว่าอะไรดี ควรสืบทอดทำต่อไป และอะไรไม่ดี ไม่ควรทำตาม หรือไม่เคยใช้ปัญญาขบคิดว่าอะไรดีที่เรายังไม่ทำต้องรีบนำมาทำ ยิ่งถ้าเป็นสิ่งที่ต่างชาติทำแล้ว เรายิ่งยกมาเป็นข้ออ้างอิงหรือข้อสนับสนุนอย่างขึงขังจริงจัง ประหนึ่งใครจะละเมิดมิได้ ด้วยเหตุนี้จึงมักได้ยินการข่มขู่ด้วยประโยคทำนองนี้บ่อยๆ เช่น “เรื่องนี้เมืองนอกเขาทำกัน” หรือ “เรื่องนี้ประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่ทำกัน” ทั้งที่จะทำหรือไม่ทำ จะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น ไม่เกี่ยวกับว่าเมืองนอกหรือเมืองไหนเขาทำหรือไม่ทำ แต่ขึ้นกับว่าทำหรือไม่ทำนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล เป็นคุณหรือเป็นโทษต่อประเทศชาติและประชาชนโดยองค์รวมมากกว่า

ที่น่าแปลกคือ การก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่ทำกัน แต่บ้านนี้เมืองนี้กลับชอบทำ มิหนำยังทวงบุญทวงคุณเสียอีก

เวรกรรมของลิงแท้ๆ!



31 สิงหาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนกันยายน 2550)



0 Comments:

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

Links to this post:

Create a Link

<< Home