Beyond Management School
บริหารนอกตำรา

www.suan84.com

Sunday, 11 May 2008

คนไทยจะบริหารความขัดแย้งทางการเมืองวันนี้กันอย่างไร?

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปะทุรุนแรงขึ้นอีกครั้งจากการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชาชนในวันนี้ แม้จะชักนำสถานการณ์บ้านเมืองกลับไปสู่การเผชิญหน้าคล้ายภาวการณ์ก่อนเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แต่ผลที่ตามมาหากบริหารความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ไม่ดี จะไม่ใช่เหตุการณ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่จะย้อนหลังลึกลงไปจนถึงเหตุการณ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เลยทีเดียว!


ผลของความขัดแย้งที่เผชิญหน้ากันครั้งนี้ จะไม่จบลงแบบที่มีใครสักคนเอารถถังออกมายึดอำนาจแล้วตามมาด้วยการมอบช่อดอกไม้ ถ่ายรูป และเต้นโคโยตี้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว จะไม่จบลงแบบที่มีใครสักคนเรียกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาอบรมให้เลิกแล้วต่อกันเพื่อผลประโยชน์ของชาติอย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกมาหย่าศึกในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อสิบหกปีที่แล้ว และจะไม่จบลงแบบที่มีใครสักคนถูกขอร้องให้เดินทางออกนอกประเทศอย่างที่ถนอม-ประภาส-ณรงค์เคยถูกขอร้องหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคมเมื่อสามสิบห้าปีที่แล้ว

เหตุผลสำคัญที่สามารถกล่าวได้เช่นนี้ ก็เนื่องมาจากความขัดแย้งในวันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางลักษณะพิเศษและสภาพแวดล้อมเฉพาะ (บริบท หรือ context) หลายประการที่มีทั้งเหมือนและไม่เหมือนกับเหตุการณ์ความขัดแย้งใหญ่ๆ ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต การแก้ไขความขัดแย้งครั้งนี้ จึงไม่อาจใช้ประสบการณ์และวิธีการเก่าๆ มาแก้ไขปัญหา ไม่อาจใช้ทฤษฎีว่าด้วยการบริหารความขัดแย้งของสำนักหนึ่งใดโดดๆ มาแก้ไขปัญหา และที่สำคัญไม่ว่าฝ่ายใดก็ไม่อาจใช้จุดยืนที่เล็งผลเลิศในชัยชนะที่สมบูรณ์แบบมาแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฝ่ายต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือฝ่ายที่สามที่พร้อมจะอ้างสถานการณ์ความขัดแย้งเข้ายึดอำนาจการปกครอง

ลักษณะพิเศษและสภาพแวดล้อมเฉพาะของความขัดแย้งทางการเมืองวันนี้ อาจประมวลได้ 5 ประการด้วยกันคือ

ประการแรก: ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นในภาวการณ์ที่สังคมเกิดความแตกแยกร้าวลึก ฝ่ายประชาชนไม่เป็นเอกภาพ แม้ผู้ที่เคยร่วมมือกันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในหมู่ประชาชนก็แตกแยกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย คู่ความขัดแย้งที่มีบทบาทสำคัญต่อความเป็นไปของสถานการณ์ไม่ได้อยู่ในสภา แต่อยู่นอกสภาและอยู่บนท้องถนน ฝ่ายหนึ่งนอกจากจะมีกลุ่มคนรักทักษิณที่ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นล่างที่เรียกกันว่า “รากหญ้า” และกลุ่มที่ต้องการให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีกลุ่มชนชั้นกลางที่เป็นนักเคลื่อนไหว นักวิชาการและเอ็นจีโอบางส่วนที่เป็นพลังประชาธิปไตยและต่อต้านการรัฐประหารซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม นปช.เก่าที่กลับมาในนาม “คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550” (คปพร.) เป็นแกนนำ กับอีกฝ่ายหนึ่งคือ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่เป็นที่รวมของนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยหลายกลุ่มและมีบทบาทสำคัญในการล้มรัฐบาลทักษิณมาแล้วเป็นแกนนำ องค์ประกอบของคู่ความขัดแย้งดังกล่าว ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ผ่านมาที่คนบางส่วนในคู่ความขัดแย้งแต่ละฝ่ายต่างแอบอิงใกล้ชิดอำนาจรัฐได้รับการปูนบำเน็จรางวัล หรือได้รับการแต่งตั้งให้เข้าไปมีตำแหน่งหน้าที่จากผู้กุมอำนาจรัฐในปีกที่ตนใกล้ชิดในยามที่ปีกนั้นมีชัยในการกุมอำนาจรัฐ ทำให้ภาพที่เป็นตัวแทนประชาชน เป็นตัวแทนพลังประชาธิปไตยขาดความบริสุทธิ์ไป อย่างไรก็ดี ในขณะที่ฝ่ายประชาชนแยกขั้วออกไปอยู่กันคนละปีกของความขัดแย้ง ในสังคมก็ยังมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่เคยต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ไม่อยู่ในทั้งสองปีกนี้ ทั้งยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่ความขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลกระทบทางลบไปสู่วิถีการดำเนินธุรกิจหรือวิถีการดำเนินชีวิตปกติของพวกเขา ประชาชนเหล่านี้เริ่มจับตาดูสถานการณ์และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราจะปล่อยให้ประเทศชาติตกเป็นตัวประกันของคนสองกลุ่มนี้กระนั้นหรือ?” ความแตกแยกในหมู่ประชาชนวันนี้มีส่วนบั่นทอนพลังฝ่ายประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ แม้คุณภาพความรับรู้ บทเรียน และอุดมการทางการเมืองของประชาชนวันนี้จะยกระดับกว่าของประชาชนในสมัย 14 และ 6 ตุลาคมที่ส่วนไม่น้อยเข้าร่วมการเคลื่อนไหวด้วยอารมณ์ความรู้สึกและด้วยสถานการณ์พาไปมากกว่าความเข้าใจอย่างแท้จริงในอุดมการที่ตนกำลังต่อสู้อยู่ก็ตาม ข้อที่น่าเป็นห่วงคือทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันต่างไม่มีท่าทีจะรอมชอมเพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายพอรับได้ และที่เป็นผลดีต่อการประคับประคองให้ระบอบประชาธิปไตยที่ต่างก็อ้างว่าทำเพื่อรักษาระบอบนี้ให้สามารถฟันฝ่าวิกฤตออกไป ซ้ำร้ายกว่านั้นรัฐบาลยังปัดความรับผิดชอบที่ด้านหนึ่งเป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้งนี้ขึ้นมาเอง แต่ภายหลังกลับแสร้งทำลอยตัวโยนความรับผิดชอบไปให้สภา ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ปล่อยให้รัฐมนตรีของตนปลุกระดมมวลชนมาชักธงรบกับฝ่ายตรงข้าม ภาพที่ออกมาจึงเป็นภาพการต่อสู้หักล้างอย่างไม่ลดราวาศอกและการระดมมวลชนที่สนับสนุนตนมากดให้อีกฝ่ายยอมรับ

ประการที่สอง: ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นในภาวการณ์ที่สถาบันทหารมีความพร้อมและสามารถอาศัยความขัดแย้งในหมู่ประชาชนกลับมาก่อรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง แม้ความพยายามเปลี่ยนขั้วอำนาจในกองทัพจะเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ แต่จนบัดนี้อำนาจในกองทัพส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกลุ่ม คมช.เดิม ฤดูกาลโยกย้ายทหารที่จะมาถึงอาจเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ที่คาดว่าจะสูญเสียอำนาจไม่ว่าจะอยู่ในขั้วใด ตัดสินใจอาศัยสถานการณ์ความขัดแย้งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญบวกกับความแตกแยกในหมู่ประชาชนที่หากขยายตัวบานปลาย ก่อรัฐประหารใหม่อีกครั้งหนึ่ง ที่กล่าวเช่นนี้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เกินเลยความเป็นไปได้ ในอดีตที่ทหารออกมาให้ข่าวว่าจะไม่รัฐประหาร ในที่สุดก็ก่อรัฐประหาร ปัจจุบันทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและแม่ทัพภาคที่ 1 ต่างพูดในทางเดียวกันเป็นทำนองว่าการรัฐประหารถ้าจะเกิดก็ต้องเกิด สิ่งที่นายทหารทั้งสองยังไม่ได้พูดคือ การรัฐประหารครั้งใหม่นี้หากเกิดขึ้นคงต้องสรุปบทเรียนจากครั้งที่แล้วที่ถูกสังคมหยามหยันว่าเป็นรัฐประหารที่ไร้ฝีมือที่สุดในแง่ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เป็นข้ออ้างในการก่อรัฐประหารให้สำเร็จลุล่วงไปได้แม้สักข้อเดียว และด้วยเหตุนี้การรัฐประหารที่หากเกิดขึ้น ก็จะเผด็จอำนาจ และในทางจิตวิทยาอาจมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ประการที่สาม: ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นในภาวการณ์ที่สังคมขาดผู้มีบารมีที่พอจะพูดให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ แม้แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่หวังดีต่อบ้านเมืองและไม่เคยมีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝงอย่างราษฎรอาสุโสหรือคณะแพทย์อาวุโสก็ถูกตอบโต้อย่างไม่เกรงอกเกรงใจมาแล้วในยามที่ข้อเสนอแนะไม่เป็นที่สบอารมณ์ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่มีความใกล้ชิดกับการเมืองและแม่ทัพนายกองมากกว่าประธานองคมนตรีท่านก่อนๆ ที่ผ่านมา จะไม่ถูกท้าทายทั้งคำพูดและการกระทำอย่างชนิดที่ไม่เคยมีประธานองคมนตรีท่านใดประสบมาก่อน และหากการเด็ดดอกไม้บนโลกสักดอกจะสะเทือนไปถึงดวงดาวแล้ว การก่อม็อบออกมาเล่นงานป๋าแต่ละครั้งของกลุ่มบุคคลที่เลือกข้างแล้วในความขัดแย้งครั้งนี้ ก็ย่อมสะเทือนไปถึงฟ้าอย่างไม่ต้องสงสัย สถาบันพระมหากษัตริย์ที่เคยมีบทบาทแก้ไขวิกฤตทางการเมืองมาแล้วในสมัยพฤษภาทมิฬ ปัจจุบันจึงถูกคนส่วนหนึ่งลบหลู่อย่างเปิดเผยและอย่างไม่คณนา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกผ่านเว็บไซต์ การแจกใบปลิวตามที่สาธารณะ หรือการไม่ยืนตรงถวายความเคารพเมื่อเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ สังคมที่เกิดความขัดแย้ง ที่พร้อมจะใช้ความรุนแรง และที่ไม่มีใครฟังใครเช่นนี้ ย่อมมีอันตรายที่จะเกิดการจลาจลขนานใหญ่และนำไปสู่วัฒนธรรมใหม่ที่ต่ำทรามกว่า ที่สายใยแห่งความปรองดอง ความเอื้ออาทร และการเปิดใจรับความคิดเห็นที่ปรารถนาดี รวมทั้งการเคารพผู้อาวุโสกว่าถูกทึ้งทำลาย และแทนที่ด้วยความยะโสโอหังและความรู้สึกหยาบๆ ที่มุ่งแต่จะเอาชนะเพียงอย่างเดียว

ประการที่สี่: ความขัดแย้งครั้งนี้มีความพยายามกลับไปใช้วิธีการเดิมๆ มาโจมตีซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันคนบางคนที่ทำตัวเหมือน “โซ่ข้อผุ” ก็ออกมาซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยการปลุกระดมให้สังคมเข้าใจไปว่าปัจจุบันมีขบวนการจ้องล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า สถานีวิทยุบางแห่งเริ่มออกมาปลุกระดมให้ผู้ฟังเกิดความเครียดแค้นชิงชังไม่ต่างจากการปลุกระดมของสถานีวิทยุยานเกราะสมัยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม สังคมทุกวันนี้จึงอ่อนไหวเปราะบางและพร้อมจะทำอะไรตามอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าการวินิจพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ในอดีตเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 คนไทยได้ออกมาเข่นฆ่าคนไทยผู้บริสุทธิ์ด้วยกันเองอย่างโหดเหี้ยมทารุณที่สุดเป็นประวัติการณ์เพราะถูกปลุกปั่นบิดเบือนว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ เล่นละครหมิ่นองค์รัชทายาทและจะล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ปัจจุบันประวัติศาสตร์หน้านี้แทนที่จะเป็นบทเรียนด้านกลับ ตรงข้ามกลับมีผู้พยายามนำมันกลับมาใช้เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเองอีก

ประการที่ห้า: สถาบันพรรคการเมืองไม่เคยเป็นที่พึ่งของสังคมได้เลยในยามบ้านเมืองเกิดวิกฤตหรือเกิดการรัฐประหาร นอกจากจะมีนักการเมืองบางท่านบางสมัยที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยกระทั่งตนเองต้องถูกจับกุมคุมขังหรือถูกประหารชีวิตแล้ว ในประวัติศาสตร์ของระบอบรัฐสภาไทย ยังไม่เคยปรากฏมีพรรคการเมืองใดแสดงบทบาทในฐานะพรรคการเมืองคุณภาพที่สามารถเป็นที่พึ่งให้สังคมปกป้องระบอบประชาธิปไตยในภาวะที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในภาวะที่มีการก่อรัฐประหาร ท่าทีพรรคร่วมรัฐบาลที่ปัดความรับผิดชอบต่อความขัดแย้งอันเกิดจากการริเริ่มเปิดประเด็นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของตนเองครั้งนี้คือตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ ล่าสุดที่ยืนยันความจริงข้อนี้

เบื้องหน้าลักษณะพิเศษและสภาพแวดล้อมเฉพาะทั้งห้าประการดังกล่าวข้างต้น คนไทยจะบริหารความขัดแย้งทางการเมืองวันนี้กันอย่างไร?

ประการแรก คู่ความขัดแย้งทุกฝ่ายหากมีวัตถุประสงค์จะต่อสู้เพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยจริงๆ แล้ว จะต้องบริหารความขัดแย้งนี้ไม่ให้นำไปสู่สถานการณ์หรือเงื่อนไขที่กลับมาทำลายระบอบประชาธิปไตยที่ต่างอ้างว่าตนกำลังปกป้องอยู่ เช่น ไม่ปลุกระดมมวลชนให้มาชนกันเองซึ่งง่ายที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายไปสู่การจลาจลบนท้องถนน อันเป็นเงื่อนไขให้ทหารออกมาก่อรัฐประหาร ล้มสภาและเลิกใช้รัฐธรรมนูญอีก

ความจริงแล้วแกนนำการต่อสู้ทั้งฝ่ายสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและฝ่ายคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายท่าน ต่างเป็นผู้มีการศึกษาดี และเคยเรียนรู้ทฤษฎีการบริหารความขัดแย้งทั้งจากโลกทุนนิยมและโลกสังคมนิยมมาแล้วทั้งนั้น สถานการณ์เช่นนี้เป็นที่เห็นได้ชัดว่ายากที่ฝ่ายใดจะหักหาญกำชัยชนะมาเป็นของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว และหากหวังจะได้ทั้งหมด ก็อาจต้องเสียทั้งหมดด้วยกันทั้งคู่ เพราะต้องไม่ลืมว่าความคิดในการก่อรัฐประหารยังดำรงอยู่ในกองทัพ ความเป็นไปได้คือ การรอมชอมที่ทุกฝ่ายพอรับได้เพื่อให้เกิดสถานการณ์แบบที่ทุนนิยมเรียกว่า “Win-Win Situation” หรือที่สังคมนิยมใช้คำพูดเก่าๆ ที่บางคนอาจเห็นว่าเชยที่ว่าการกระทำทุกอย่างควรพิจารณาก่อนว่า “มีเหตุผล ได้ประโยชน์ และรู้ประมาณ” ไหม? เบื้องหน้าความแตกต่างจะ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” ได้อย่างไร? การต่อสู้อย่างไม่รอมชอม กระทั่งเอาชนะด้วยการส่งเทียบเชิญไปให้ทหารออกมายึดอำนาจ แล้วรับแต่งตั้งให้เข้าไปทำงานมีตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ไม่ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด จะไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป

ประการต่อมา คนไทยไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนต้องทำความเข้าใจและยอมรับให้ได้ว่า ความแตกต่างทางความคิดนั้นเป็นปกติวิสัยของระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่คิดต่างจากเราไม่ใช่ศัตรูของเรา และด้วยเหตุนี้จึงไม่จำเป็นต้องทำตามผู้ที่ปลุกระดมให้คนมาทำร้ายกัน คนไทยไม่จำเป็นต้องฆ่ากันเพียงเพราะความคิดเห็น ความเชื่อ ค่านิยม หรือกระทั่งอุดมการแตกต่างกัน กาลเวลาและสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางกาลเวลาเท่านั้นจะบอกกับผู้คนว่าอะไรถูกอะไรผิด รัฐบาลและสถาบันทหารก็ควรซึมซับวัฒนธรรมความแตกต่างในระบอบประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน

ประการสุดท้าย รัฐบาลถ้ายังคิดว่าตนเป็นตัวแทนที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกเข้ามาให้บริหารประเทศนี้ ควรทบทวนความคิดของตนอีกครั้งในยามที่การริเริ่มให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังนำสังคมทั้งสังคมไปสู่ความตึงเครียดทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อไปถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ ความสงบสันติภายในชาติ และภาพลักษณ์ต่อต่างชาติ ความจริงแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเสนอให้ถูกที่ถูกทางและถูกกาลเวลา จะไม่มีฝ่ายใดออกมาคัดค้านเลย เพราะต่างก็มองเห็นจุดที่ยังควรต้องปรับปรุงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มากก็น้อย ยิ่งสังคมส่วนหนึ่งเกิดความเคลือบแคลงใจว่ารัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตนเองและฟอกผิดให้กับคนบางคน ถ้ารัฐบาลไม่มีเจตนาอย่างที่เขาสงสัยก็น่าจะรีบยุติเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำให้ได้ในวันนี้ ยืดเวลาออกไปอีกระยะก็ไม่ทำให้ประเทศชาติต้องเสียหาย ตรงข้ามหากฝ่ายรัฐบาลยังดึงดันด้วยทิษฐิ ก็ยิ่งตอกย้ำความสงสัยของสังคม การดำรงอยู่อย่างชอบธรรมของรัฐบาลที่

ประชาชนส่วนใหญ่เลือกเข้ามาและโอกาสที่จะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังรุมเร้าประเทศชาติอยู่ในขณะนี้ให้สมกับที่ประชาชนส่วนใหญ่ไว้วางใจก็อาจหมดไป ความชอบธรรมทางการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะกลายเป็นความไม่ชอบธรรมในการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลในที่สุด

11 พฤษภาคม 2551
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2551)



0 Comments:

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

Links to this post:

Create a Link

<< Home