Beyond Management School
บริหารนอกตำรา

www.suan84.com

Thursday, 19 June 2008

กฎแห่งผลอันไม่ตั้งใจ

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

“กฎแห่งผลอันไม่ตั้งใจ” หรือ “Law of Unintended Consequences” คือกฎที่อธิบายว่า การตั้งใจกระทำการเพื่อให้เกิดผลอย่างหนึ่ง สามารถก่อให้เกิดผลอันไม่ตั้งใจอีกอย่างหนึ่งหรืออีกหลายอย่างตามมาได้

ตัวอย่างที่นิยมพูดถึงกันคือ “ทางเลี่ยงเมือง” (Bypass) ที่สร้างขึ้นเพื่อลดความแออัดคับคั่งของการจราจรบนถนนที่ตัดผ่านตัวเมือง แต่ผลที่เกิดขึ้นคือทางเลี่ยงเมืองได้รับการพัฒนาใหม่ๆ เข้าไป ทำให้กลายเป็นถนนที่แออัดคับคั่งอีกสายหนึ่ง ผลสุดท้ายแทนที่จะมีถนนที่การจราจรคับคั่งเพียงสายเดียว กลับมีเพิ่มขึ้นเป็นสองสาย

“มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) ของอดัม สมิธ ในหนังสือ “ความมั่งคั่งของชาติ” (The Wealth of Nations) คืออีกตัวอย่างหนึ่งของ “กฎแห่งผลอันไม่ตั้งใจ” ที่นิยมยกมาอธิบายกัน


ในหนังสือเล่มนั้น อดัม สมิธเสนอว่า หากส่งเสริมให้มนุษย์แสวงหาผลประโยชน์ (กำไร) ของตนเองอย่างเสรีแล้ว จะมี “มือที่มองไม่เห็น” ชักนำให้การแสวงหาประโยชน์ของแต่ละคนไปสู่ความมั่นคงของสังคมโดยรวมโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ กล่าวคือขณะที่ปัจเจกชนไม่ว่าผู้ผลิตหรือผู้บริโภคต่างมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ของตนเองโดยผ่านการต่อรองแข่งขันกันอย่างเสรีในตลาด “มือที่มองไม่เห็น”หรืออีกนัยหนึ่งคือ “กลไกตลาด” จะทำหน้าที่ปรับระบบเศรฐกิจและสังคมโดยรวมให้ดีขึ้น สมิธยกตัวอย่างว่า ถ้าเกิดภาวะสินค้าขาดแคลน ราคาสินค้านั้นๆ ในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้น เป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น และให้ผู้บริโภคซื้อสินค้านั้นน้อยลง หลังจากนั้น การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตและปริมาณสินค้าในตลาดที่สูงขึ้น จะค่อยๆ ลดราคาสินค้าจนถึงระดับที่เท่ากับต้นทุนการผลิตบวกกำไรอีกเล็กน้อย สมิธเรียกราคานี้ว่า "ราคาธรรมชาติ" (Natural Price)

“มือที่มองไม่เห็น” ของสมิธหรือ “กลไกตลาด” ซึ่งนำไปสู่การปรับตัวของระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมที่ดีขึ้นนี้คือ “ผลอันไม่ตั้งใจ” ที่มิได้เกิดจากความเมตตากรุณาของพ่อค้าเนื้อหรือคนขายขนมปัง หากเกิดจากการตั้งใจแสวงหาผลประโยชน์ของพวกเขาด้วยกันเองภายใต้การแข่งขันกันอย่างเสรีในตลาด

ปี คศ.1936 Robert K. Merton นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันได้นำเสนอข้อเขียนที่มีอิทธิพลมากชิ้นหนึ่งของเขาชื่อ “The Unanticipated Consequences of Purposive Social Action” อธิบายถึงที่มา 5 ประการของผลที่ไม่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้า ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นงานวิเคราะห์ชิ้นแรกที่สมบูรณ์ที่สุดเกี่ยวกับแนวคิดของกฎแห่งผลอันไม่ตั้งใจ ที่มาทั้ง 5 ประการนี้ได้แก่

(1) อวิชชา (Ignorance) เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะสามารถคาดการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างล่วงหน้าได้หมด การกระทำที่หวังผลอย่างหนึ่งจึงอาจเกิดผลอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้าได้

(2) ความผิดพลาด (Error) ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์ปัญหาที่ไม่ถูกต้องหรือจากอุปนิสัยที่ใช้ได้กับสถานการณ์ในอดีต แต่อาจไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ในปัจจุบันได้

(3) ผลประโยชน์เฉพาะหน้า (Immediate Interest) ซึ่งอาจสำคัญกว่าผลประโยชน์ระยะยาว ทำให้คนเราไม่สนใจคิดถึงผลที่จะตามมาภายหลัง

(4) ค่านิยมพื้นฐาน (Basic Values) ที่ต้องการหรือห้ามการกระทำบางอย่างที่แม้อาจนำไปสู่ผลระยะยาวอันไม่เป็นที่พึงพอใจ

(5) การพยากรณ์ที่กลับมาหักล้างตัวเอง (Self-Defeating Prophecy) เนื่องจากความกลัวต่อผลที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเกิด คนเราจึงพยายามหาทางแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น ดังนั้นปัญหาที่คาดว่าจะเกิดแต่กลับไม่เกิด จึงเป็นเหมือนผลที่ไม่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้า

ผลอันไม่ตั้งใจ (Unintended Consequences) อาจเป็นได้ทั้งบวกและลบ ทั้งที่มองเห็นได้ล่วงหน้าและที่ไม่สามารถมองเห็นได้ล่วงหน้า

ตัวอย่างของผลอันไม่ตั้งใจที่เป็นบวก เช่น การจมเรือรบในสมัยสงครามนำมาสู่การเกิดขึ้นของแนวปะการังเทียมในเวลาต่อมา การอนุญาตให้มีการทำแท้งอย่างเสรีในหลายมลรัฐของสหรัฐอเมริกาทำให้สถิติอาญากรรมลดลงเมื่อเทียบกับมลรัฐที่การทำแท้งยังเป็นสิ่งต้องห้าม หรือการใช้ยาแก้ปวดแอสไพรินมีผลข้างเคียงไปทำให้โลหิตไม่ข้นอันเท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เป็นต้น

ตัวอย่างของผลอันไม่ตั้งใจที่เป็นลบ เช่น การลงโทษอย่างจริงจังกรณีเมาแล้วขับของสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1980 ทำให้เกิดเหตุการณ์ชนแล้วหนีเพิ่มมากขึ้น ผลสุดท้ายจึงต้องออกกฎหมายลงโทษพวกชนแล้วหนีให้หนักขึ้น การออกกฎหมายหมวกกันน็อคของรัฐวิคตอเรีย ในประเทศออสเตรเลีย ทำให้จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะลดลง ขณะเดียวกันก็ทำให้จำนวนนักบิดวัยรุ่นลดลงด้วย ผลการศึกษาพบว่าวัยรุ่นออสซี่ลงความเห็นตรงกันว่าการสวมหมวกกันน็อคทำให้ดูแล้วเชยและไม่ทันสมัยเอาเสียเลย หรือการที่สหรัฐอเมริกาขายเครื่องพิมพ์ธนบัตรที่ทันสมัยที่สุดแบบที่สหรัฐใช้พิมพ์ธนบัตรของตนเองให้กับชาห์แห่งอิหร่านในทศวรรษ 1970 เพื่อตอบแทนที่ชาห์เป็นมหามิตรในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ครั้นเมื่อชาห์ถูกโค่นลงจากการปฏิวัติที่นำโดยอยาตอลลาห์ โคไมนี่ อิหร่านก็กลายเป็นศัตรูสำคัญของสหรัฐ และในต้นทศวรรษ 1990 ธนบัตรร้อยดอลล่าร์สหรัฐปลอมที่เรียกว่า “Superbills” หรือ “Superdollars” ก็แพร่กระจายไปทั่วตะวันออกกลางและทั่วโลกจนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องออกแบบธนบัตรฉบับละร้อยดอลล่าร์ของตนใหม่ในเวลาต่อมา

ในประเทศไทยเรา กฎแห่งผลอันไม่ตั้งใจแสดงออกให้เห็นมาตลอดทุกยุคทุกสมัยและทุกวงการ ตัวอย่างเช่น

ในวงการแรงงาน การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำส่งผลให้แรงงานที่มีประสบการณ์หลายแห่งได้รับค่าแรงเทียบเท่าค่าแรงของแรงงานไร้ประสบการณ์ การออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานสตรีบางครั้งกลับมีผลเป็นการลดโอกาสการทำงานของสตรีลง หรือทำให้สตรีต้องตกงานมากขึ้น เนื่องจากนายจ้างย่อมเลือกจ้างแรงงานที่ได้รับความคุ้มครองน้อยกว่าหรือแรงงานที่ทำงานให้นายจ้างได้มากกว่า หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือการไม่ยอมรับการดำรงอยู่จริงของหญิงขายบริการตามสถานบริการต่างๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอื่นใดที่ล้วนแต่อ้างว่าทำเพื่อศักดิ์ศรีของหญิงเหล่านั้น แต่ผลที่ตามมาก็คือหญิงเหล่านั้นต้องตกเป็นเบี้ยล่าง ถูกเจ้าของสถานบริการเอารัดเอาเปรียบโดยไม่มีกฎหมายสักฉบับจะเอื้อมมือมาคุ้มครองการทำงานเพื่อปากท้องของเธอ

ในวงการแพทย์ การออกกฎหมายมาเข้มงวดการทำงานของแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยมีหลักประกันที่จะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างรับผิดชอบมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีผลทำให้เยาวชนเลือกที่จะเรียนแพทย์น้อยลง

ในวงการเมือง เฉพาะในระยะใกล้ๆ นี้มีเหตุการณ์ที่สะท้อนการทำงานของกฎแห่งผลอันไม่ตั้งใจมากมาย ตัวอย่างเช่น
การปิดหูปิดตาและบิดเบือนข้อมูลข่าวสารโดยหวังผลจะไม่ให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ของ รสช.ส่งผลให้เกิดม็อบมือถือและสถานีโทรทัศน์ไอทีวี.ทีวีเสรีขึ้นโดยที่ รสช.มิได้ตั้งใจให้เกิด

การสนับสนุนดร.ทักษิณให้เป็นนายกรัฐมนตรีและช่วยรัฐบาลทักษิณทำงาน โดยหวังว่าคนที่รวยแล้วเล่นการเมืองจะไม่คอร์รัปชั่นโกงกิน หรือหวังว่าการสนับสนุนทุนใหม่ดีกว่าไปสนับสนุนทุนเก่าเพราะทุนใหม่ก้าวหน้ากว่าทุนเก่านั้น ผลที่เกิดขึ้นคือระบอบทักษิณที่ใช้อำนาจทุนผูกขาดอำนาจรัฐเพื่อการคอร์รัปชั่นโกงกินแบบมโหฬารและแบบเบ็ดเสร็จอย่างชนิดที่ผู้สมัครใจเข้าไปสนับสนุน ดร.ทักษิณส่วนใหญ่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

การชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณที่นำโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยหวังจะไล่ระบอบทักษิณออกไป เอาระบอบประชาธิปไตยคืนมา แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลทักษิณถูกขับไล่ไป พร้อมกับการรัฐประหารและระบอบอำมาตยาธิปไตยกลับคืนมาโดยที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ไม่เคยคาดหวังหรือต้องการมาก่อน

ปัจจุบันมีการชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ขยายวัตถุประสงค์ของการชุมนุมออกไปถึงขั้นขับไล่รัฐบาลสมัครรวมทั้งกำจัดระบอบทักษิณให้สิ้นทรากจากภารกิจที่ยังทำไม่สำเร็จของ คมช. การชุมนุมครั้งนี้นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเจ้าเดิม
แม้การชุมนุมครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมน้อยลง แม้จะมีการถอยห่างออกไปของผู้ที่ไม่ใช่ศัตรู แต่ก็ไม่อยากกอดคอเป็นมิตร แม้จะมีเสียงตำหนิจากสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม และแม้จะมีการก่อกวนในรูปแบบต่างๆ ของฝ่ายที่ภักดีกับระบอบทักษิณ รวมทั้งการออกมาข่มขู่เป็นระยะๆ ของฝ่ายรัฐบาล แต่การชุมนุมครั้งนี้ก็ยากที่จะพ่ายแพ้และถูกปราบ!

เพราะถ้าไม่มี “อะไรดี” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคงไม่กล้าชุมนุมยืดเยื้อยาวนานขนาดนี้ คงไม่กล้าใช้สุ้มเสียงและวาจาที่ก้าวร้าว ไม่สนใจแม้กระทั่งจะดึงฝ่ายที่มีท่าทีกลางๆ ที่พร้อมจะเป็นแนวร่วมกำจัดระบอบทักษิณได้ขนาดนี้

“อะไรดี” ที่ว่านี้เห็นได้จากการปราศรัยของแกนนำบางคนที่โหยหาและเห็นอกเห็นใจกองทัพ ยิ่งกว่านั้นการปราศรัยหลายต่อหลายครั้งยังปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมรู้สึกเสมือนว่าพวกตนเป็นทหารเสือราชินีที่แท้จริง ที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังก์ยิ่งกว่าใคร

ข้อเขียนนี้เขียนเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2551 หนึ่งวันก่อนจะถึงวันที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะนำผู้ชุมนุมเคลื่อนจากสะพานมัฆวานฯ ไปยังทำเนียบรัฐบาลตามที่ประกาศไว้ ดังนั้นจึงยังไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ สิ่งที่อยากฝากเป็นแง่คิดสำหรับผู้ชุมนุมที่รักประชาธิปไตยคือ การแก้ไขปัญหาประเทศชาติต้องกระทำด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงต้นทุนและผลที่จะเกิดกับประเทศชาติและประชาชน

ทำอย่างไรผู้ชุมนุมที่รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงครั้งนี้ จะไม่ตกเป็นเหยื่อของกฎแห่งผลอันไม่ตั้งใจที่ตนไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

(แม้จะมีผู้คาดการณ์ไว้แล้วก็ตาม เพราะผลอันไม่ตั้งใจนี้บางคนอาจมองเห็นล่วงหน้าแล้ว ในขณะที่บางคนอาจยังมองไม่เห็น)

และทำอย่างไรรางวัลจากการต่อสู้ของผู้ชุมนุมที่รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงครั้งนี้ จะคือระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ใช่ระบอบทักษิณ และระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ได้มาพร้อมกับรองเท้าบูทและเสื้อราชปะแตน อันเป็นผลที่ไม่ตั้งใจและไม่ต้องการให้เกิดขึ้นจากการชุมนุมต่อสู้ครั้งนี้


19 มิถุนายน 2551
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนมิถุนายน 2551)



1 Comments:

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

Links to this post:

Create a Link

<< Home